Dragonfly – The Mosquito Hawk

Posted: January 21, 2011 in Gallery

The poem with my photo

Posted: January 19, 2011 in Gallery

๐ สนิมเกิดแต่เนื้อ          ในตน
กินกัดเนื้อเหล็กจน         กร่อนขร้ำ
บาปเกิดแก่ตนคน          เป็นบาป
บาปย่อมทำโทษซ้ำ      ใส่ผู้บาปเอง

(โคลงโลกนิต)

๐ อวดดีเดาสวดอ้าง          อวดคุณ
หลับเนตรยิงกระสุน           เซอะแท้
ปางใดจะเหมาะหมุน         ถูกมุ่ง หมายเฮย
เห็นว่าป่วยการแม้            พลาดแล้ว เปลืองแรง

(โคลงสุภาษิตประจำภาพในพระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม)

๐ ห้ามเพลิงไว้อย่าให้        มีควัน
ห้ามสุริยแสงจันทร์           ส่องไซร้
ห้ามอายุให้หัน                คืนเล่า
ห้ามดังนี้ไว้ได้                จึ่งห้ามนินทา

(โคลงโลกนิต)

๐ ไม้ค้อมมีลูกน้อม         นวยงาม
คือสัปบุรุษสอนตาม       ง่ายแท้
ไม้ผุดังคนทราม            สอนยาก
ดัดก็หักแหลกแล้           ห่อนรื้อ โดยตาม

(โคลงโลกนิต)

๐ ปลาร้าพันห่อด้วย        ใบคา
ใบก็เหม็นคาวปลา          คละคลุ้ง
คือคนหมู่ไปหา             คบเพื่อน พาลนา
ได้แต่ร้ายร้ายฟุ้ง            เฟื่องให้เสียพงศ์

(โคลงโลกนิต)

เหตุที่เราได้มีโอกาสมาเยือนรีสอร์ทที่เพิ่งเปิดใหม่ได้เพียงไม่นานแห่งนี้ สืบเนื่องมาจากการที่เราได้ไปพักผ่อนที่ The Blue Sky Resort บนเกาะพยาม โดยขากลับหลังจากข้ามเรือมาถึงฝั่งเมืองระนองแล้ว คุณเค-เจ้าหน้าที่ของทางรีสอร์ทได้เดินทางมารับเราไปพักผ่อนเพื่อรอเวลาขึ้นรถโดยสารกลับกรุงเทพฯ ในรอบ 20:00 น. ซึ่งสถานที่ที่คุณเคนำพวกเราไปก็คือ “SORRENTO Thailand @ Ranong” แห่งนี้นี่เอง

SORRENTO เป็นรีสอร์ทน้องใหม่ภายใต้ชื่อของ The Blue Sky Resort บนเกาะพยามที่เปิดนำร่องไปก่อนหน้านี้และได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่คอนเซ็ปต์ของ SORRENTO จะแตกต่างออกไป โดยเน้นไปที่ความหรูหรา โรแมนติก และเงียบสงบ หลีกหนีจากความวุ่นวายของสังคมเมือง

เมื่อไปถึงที่ SORRENTO ก็ได้พบกับคุณชาติอีกครั้ง ทั้งคุณชาติและเจ้าหน้าที่สาวๆ ที่น่ารักก็นำพวกเราเดินชมความงามภายในรีสอร์ท โดยเริ่มจากการเปิดห้องพัก Seaview Suite ซึ่งเป็นห้องพักที่ดีที่สุดให้พวกเราได้ชมกัน

Seaview Suite เป็นห้องพักที่แบ่งออกเป็น 2 ส่วนคือ ส่วนห้องนอน และห้องนั่งเล่น

มีประตู้กั้นแบ่งระหว่างห้องทั้งสอง

ภายในห้องนอนขนาดกำลังพอเหมาะ ส่วนหน้าต่างบานเล็กที่เห็นนั่นคือหน้าต่างห้องน้ำ

ในห้องน้ำมีประตูทั้งหมด 3 บาน บานแรกเปิดได้จากได้ห้องนอน บานที่สองเปิดเข้าออกได้จากฝั่งห้องนั่งเล่น และบานสุดท้ายสามารถเปิดเข้า-ออกได้จากด้านหน้าห้องพัก sea view suite ได้โดยตรงเลย

ด้านหน้าห้องมีเตียงรูปหัวใจเหมาะอย่างยิ่งสำหรับคู่รักที่จะพากันมานอนชมวิวภูเขาเคล้าเสียงคลื่น

หรือนอนมองฟ้า ชวนกันคว้าดาวยามค่ำคืน

จากนั้นคุณชาติและสาวๆ พาพวกเราไปชมจุดชมวิวที่เรียกว่าเป็นไฮไลท์ของที่นี่ คือบริเวณที่เป็น Hub ที่ถูกสร้างยื่นออกไปในทะเล สามารถชมวิวแบบพาโนราม่าแบบสุดลูกหูลูกตา

ภาพที่เห็น เป็นสะพานไม้ที่นำเราไปสู่ Hub กลางทะเล

จาก Hub เราสามารถมองย้อนกลับมาที่ฝั่งรีสอร์ท มองเห็นห้องพักแต่ละห้องซึ่งทุกหลังล้วนสามารถมองเห็นวิวทะเลและทิวเขาฝั่งตรงข้ามได้อย่างชัดเจน

ทิวทัศน์ยามเย็นที่เราสัมผัสไปสักครู่ที่ว่าสวยงามแล้ว เมื่อได้เห็นสีสันยามพลบค่ำเช่นนี้ยิ่งดึงดูดให้พวกเราเริ่มสับสนถึงการเดินทางกลับของเราในคืนนี้ เพราะมันเป็นความสวยงามที่น่าค้นหาซะจริงๆ

แม้เวลาออกเดินทางจะจวนเจียนใกล้เข้ามาเต็มที และพวกเราต่างรีรอไม่อยากให้เวลานั้นมาถึง บรรยากาศของที่นี่มันแปรเปลี่ยนไปตามห้วงเวลาที่เดินไปทุกขณะ

แสงสียามเย็นของท้องฟ้าและท้องทะเล บวกกับแสงไฟจากฝั่งประเทศพม่าที่อยู่ตรงหน้าช่างเป็นบรรยากาศที่แสนโรแมนติก

ทั้งที่พวกเราตั้งหน้าจะกลับออกจากรีสอร์ทแล้ว แต่เมื่อหันหลังกลับไปมองก็รู้สึกเสียดายที่จะต้องทิ้งโอกาสในการสัมผัสกับสถานที่แห่งนี้ให้ได้มากกกว่านี้

บริเวณ Lobby ที่เราเห็นเมื่อช่วงเย็น ครั้นเมื่อเรากลับขึ้นมาอีกครั้งกลับพบว่าบรรยากาศดูสวยขึ้นกว่าเดิมซะอีก

มาถึงตอนนี้ พวกเราตัดสินใจไม่กลับกันแล้วกรุงเทพฯ ขออยู่ต่อเพื่อซึมซับบรรยากาศที่นี่ให้ชุ่มปอดเสียดีกว่า เพราะโอกาสที่จะเดินทางมาถึงจังหวัดระนองคงจะไม่ได้มีบ่อยนักสำหรับพนักงานทำงานกินเงินเดือนที่แทบจะหาเวลาว่างตรงกันไม่ได้สักเท่าไหร่

เปลญวนท่ามกลางบรรยากาศยามค่ำคืน ถ้าไม่กลัวว่าจะโดนยุงหามหรือตากน้ำค้างจนป่วยซะก่อน ก็คงจะขอนอนไกวเล่นสักพัก

ทั้งนี้ทั้งนั้นในวันที่พวกเราเดินทางมาถึงนี้ พวกเราได้มีโอกาสพบกับคุณวิรัตน์ เจ้าของโครงการ The Blue Sky Resort ทั้งสองแห่ง และกำลังอยู่ระหว่างก่อสร้างโครงการแห่งที่สามในหัวหิน ซึ่งมีกำหนดการใกล้จะเปิดตัวในเวลาอันใกล้นี้ และเนื่องจากห้องพักในโซน Seaview ยังไม่สามารถเข้าพักได้ทั้งหมด อีกทั้งห้องอื่นๆ ยังมีกลุ่มของคณะผู้ออกแบบโครงการพักค้างอยู่ คุณวิรัตน์จึงกรุณาสละห้องพักให้พวกเรา โดยคุณวิรัตน์ย้ายไปพักในโซน Forest View แทน… ขอขอบคุณคุณวิรัตน์ไว้ ณ ที่นี้ด้วยนะคะ

ห้องที่พวกเราได้เข้าพักในคืนนี้ เป็นห้องพักประเภท Seaview Deluxe การตกแต่งในห้องนอนไม่แตกต่างจากห้องนอนของ Seaview Suite แต่จะไม่มีในส่วนของห้องนั่งเล่นอยู่ด้วย

กลอนประตูห้องน้ำเป็นสลักไม้แบบโบราณ

หน้าต่างห้องน้ำสามารถเปิดออกให้เห็นบริเวณห้องนอน สำหรับคู่รักที่อาจจะอยากสร้างบรรยากาศโรแมนติกกันสักหน่อย

ขวดแชมพู สบู่ ฝักบัวทั้งแบบ Shower ธรรมดาและแบบ Rain Shower เหมือนกับที่ The Blue Sky บนเกาะพยาม

ด้านหน้าประตูห้องน้ำกับราวตากผ้าที่เวลาหยิบใช้ต้องระมัดระวังซักนิดไม่งั้นอาจจะหล่นลงมาทับหัวแม่โป้งเท้าได้

ที่ระเบียงห้องพักมีโซฟาทรงกลมขนาดใหญ่ให้ได้เอกเขนกฟังเสียงลมเคล้าเสียงคลื่น

ทิวทัศน์ด้านนอกมองเห็นท้องทะเลและทิวเขาฝั่งพม่าเป็นฉากหลัง คุณวิรัตน์เล่าว่าในบางครั้งฝั่งพม่าก็เลือนหายไปเมื่อเวลาที่ฟ้าเริ่มขมุกขมัว แล้วอีกสักพักหลังฝนซาฝั่งพม่าก็จะปรากฎขึ้นอีกครั้ง และพวกเราก็ได้เห็นเป็นเช่นนั้นจริงๆ นอกจากนี้ในยามที่ท้องฟ้าสดใส แสงแดดยังส่องลงบนทิวเขาให้ได้เห็นสีเขียวชะอุ่มเด่นชัดชุ่มชื่นสบายตา ในขณะที่ยามค่ำคืนก็ถูกประดับประดาไปด้วยแสงไฟเรียงรายสวยงาม

เมื่อยามเช้ามาถึง พวกเราไม่รอช้าเร่งรุดไปรับประทานอาหารเช้ากันทันที พวกเรามีโอกาสได้ลิ้มลองฝีมือรสชาติอาหารของเชฟที่นี่สามมื้อ คือมื้อค่ำของเมื่อคืนนี้ และมื้อเช้ากับมื้อเที่ยงของอีกวัน บอกได้ว่ารสมือถูกลิ้นพวกเราเป็นอย่างดี เสียดายที่ไม่ค่อยได้เก็บภาพอาหารมาเท่าไหร่นัก เพราะเมื่ออาหารมาถึงเราก็เสริฟลงท้องกันทันที

อาหารเช้าที่เราเลือกรับประทานวันนี้เป็นข้าวต้มกุ้งร้อนๆ กับเมนู English Breakfast ภาพที่เห็นนี้เป็นเมนู English Breakfast ที่อร่อยไม่เบาและหนักท้องกำลังดี เสริฟพร้อมกับกาแฟหรือโอวัลตินหนึ่งแก้ว และน้ำส้มอีกหนึ่งแก้ว

วันนี้เรามีเวลาว่างทั้งวันจนกว่าจะถึงเวลาออกเดินทาง ซึ่งคุณบีได้เป็นธุระจัดแจงเรื่องตั๋วโดยสารใบใหม่ให้กับพวกเราเป็นที่เรียบร้อย ขอบคุณมากนะคะ…

ภายใน Lobby and Restaurant ตกแต่งในลักษณะสูงโปร่ง แลดูหรูหราด้วย Chandelier ดีไซน์คล้ายกรงนก

บานประตูที่เปิดโล่งทำให้มีลมโกรกเย็นสบายตลอดเวลา

ภาพถ่ายอาจจะดูเยอะซักหน่อย เพราะสถานที่ที่นี่เรียกได้ว่าสวยงามแทบจะทุกมุมมอง

ถือซะว่าเดินเยี่ยมชมรีสอร์ทแห่งนี้ผ่านเลนส์ไปพร้อมๆ กับพวกเราแล้วกันนะคะ

โต๊ะอาหารไม่ได้มีแค่เพียงด้านในอาคารเท่านั้น

แต่ยังมีอยู่ด้านนอกทั้งฝั่งซ้ายและขวาของอาคารด้วย

เปลญวนที่เราเห็นเมื่อคืนนี้

ถูกขึงอยู่ในมุมที่สามารถนอนสูดกลิ่นต้นไม้ใบหญ้าและดื่มด่ำวิวทะเลไปพร้อมๆ กัน

เปลญวนอีกผืนบริเวณบาร์ข้างสระน้ำ

และเนื่องจากที่ตั้งของรีสอร์ทแห่งนี้มีลักษณะเป็น Rocky Beach ที่เต็มไปด้วยโขดหิน ไม่มีหาดทรายที่เหมาะสำหรับการลงเล่นน้ำ จึงถูกทดแทนด้วยสระว่ายน้ำแบบ Infinity-Edge ขนาดไม่ใหญ่ไม่เล็กนัก

ด้วยความเป็นสระแบบ Infinity-Edge ทำให้เมื่อทิ้งตัวลงในสระน้ำแล้ว ขอบสระจะถูกกลืนไปกับผืนน้ำทะเลอย่างกลมกลืน

เช้านี้ฟ้าโล่งให้เราได้ถ่ายภาพเพียงแค่ชั่วครู่ทั่วนั้น แหงนมองเริ่มเห็นเมฆจับตัวเป็นกลุ่มก้อนเต็มท้องฟ้า

สีสันของท้องฟ้าและสระน้ำไม่สดใสอย่างในตอนแรก

ต้นมะพร้าวที่โผล่พ้นขอบสระขึ้นมานี้ แม้จะมองดูสวยงามสดชื่นดี แต่ก็แอบรู้สึกไม่ได้ว่าเกะกะสายตาในบางครั้ง โดยเฉพาะในเวลาที่ต้องการถ่ายภาพออกมาให้เน้นถึงความเป็น Infinity-Edge ของสระน้ำนี้

เตียงริมสระดีไซน์เก๋น่านอน

มุมมองจากอีกด้านของสระน้ำ

ในที่สุดฝนก็เริ่มเทลงมาอีกครั้ง

หลังฝนซาได้บรรยากาศชุ่มฉ่ำของผืนหญ้าอีกรสชาตินึง

มองย้อนกลับไปที่ Lobby

จากอีกมุมหนึ่ง

ทางลงจากสระน้ำเพื่อไปยัง Hub กลางทะเล

เช้านี้น้ำลดลงไปเยอะมาก

Hub นี้ดูด้วยตาอาจจะรู้สึกว่ามีขนาดค่อนข้างเล็ก แต่เมื่อลงไปยืนอยู่จริงๆ แล้วถือว่าค่อนข้างกว้างขวางพอสมควร

คุณวิรัตน์มีแนวคิดที่จะใช้ Hub เป็นที่จัดปาร์ตี้ขนาดย่อมสามารถรองรับได้ประมาณ 15-20 คน หรือใช้เป็นสถานที่สำหรับสร้างบรรยากาศโรแมนติกให้กับคู่รักที่ต้องการขออีกฝ่ายหนึ่งแต่งงาน ซึ่งเมื่อได้สัมผัสกับบรรยากาศพลบค่ำของที่นี่แล้วเรียกได้ว่าสนับสนุนความคิดนี้ได้เป็นอย่างดีทีเดียว

แต่แล้วเมื่อหมดแสงของวันนี้ ก็เป็นเวลาที่เราต้องกลับบ้านกันจริงๆ สักที

หากมีโอกาสแล้วลองไปสัมผัสกับบรรยากาศแบบ SORRENTO เมืองไทย ด้วยตัวคุณเองดูสักครั้ง แล้วจะรู้ว่าความ Romantic & Hideaway ของที่นี่พร้อมจะเป็นอีกหนึ่งเสน่ห์ที่สร้างความประทับให้คุณได้อย่างลงตัว

ปล่อยชีวิตสบาย สบาย ณ Maldives Thailand : The Blue Sky Resort, Koh Payam

คณะของเราออกเดินทางจากกรุงเทพฯ ด้วยรถทัวร์ VIP24 ที่นั่ง ของบริษัทโชคอนันต์ รอบ 21:00 น. ซึ่งใช้เวลาเดินทางโดยเฉลี่ยประมาณ 8 ชั่วโมง โดยจะไปถึงสถานีขนส่งจังหวัดระนองประมาณ 05:00 น. โดยคุณชาติ เจ้าหน้าที่ของทางบลูสกายรีสอร์ทได้มารอรับเราอยู่ก่อนแล้ว และนำทางพวกเราไปยัง “บ่อน้ำร้อนธรรมชาติ-สวนสาธารณะรักษะวาริน” ซึ่งสามารถเข้าไปใช้บริการได้ตลอด 24 ชม. ซึ่งในเวลาที่เราไปถึงนั้น ก็มีชาวบ้านจำนวนไม่น้อยที่มาแช่น้ำร้อนผ่อนคลายอริยาบทอยู่ก่อนแล้ว

บ่อน้ำร้อนตามธรรมชาตินี้มีอยู่ 3 บ่อด้วยกัน ได้แก่ บ่อพ่อ บ่อแม่ และบ่อลูก โดยลดหลั่นดีกรีความร้อนกันไปตามลำดับ ในภาพทีเห็นนี้เป็นบ่อพ่อซึ่งมีอุณหภูมิสูงที่สุดในจำนวน 3 บ่อ

เสาล้อมรอบบริเวณบ่อพ่อ ไม่รู้ทำไมเห็นแล้วชวนให้นึกถึง Stonehenge ในดินแดนศักดิ์สิทธิ์พิกล

ช่อดอกไม้ที่แม้จะไม่รู้จักชื่อเสียงเรียงนาม แต่รับรู้ได้ถึงความชุ่มฉ่ำของน้ำฝนและน้ำค้างยามเช้า

ฟ้าเริ่มสาง ทำให้มองเห็น “สยาม ฮอทสปา” สถานที่ให้บริการแช่น้ำร้อนและนวดสปาด้วยน้ำแร่ธรรมชาติอยู่ทางซ้ายมือ อาจจะแลดูเหมือนวัดวาอารามอยู่สักหน่อย แต่ยืนยันได้ว่าคือ สยาม ฮอทสปาจริงๆ

ซึ่งในตอนแรกที่ตั้งใจไว้คือ จะพักผ่อนอยู่ในบ่อน้ำร้อนรักษะวารินจนกระทั่งเวลา 07:00 น. เพื่อรอให้เจ้าหน้าของทาง สยาม ฮอทสปา มาเปิดให้พวกเราเข้าไปใช้บริการตามที่เจ้าหน้าที่ของทางรีสอร์ทได้ช่วยเหลือติดต่อประสานงานไว้ให้ แต่ด้วยเหตุขัดข้องบางประการทำให้คุณชาติต้องนำพวกเราไปใช้บริการที่ “จันทร์สม ฮอทสปา” แทน

บ่อที่เห็นนี้เป็นบ่อสำหรับแช่เท้า อุณหภูมิร้อนมากพอควรเลยทีเดียว พวกเราพยายามอยู่นานที่จะแช่เท้าลงไปให้ได้ แต่สุดท้ายก็ได้เพียงแค่วางเท้าอยู่ริมขอบบ่อเท่านั้น

ตั้งแต่เช้ามืดจนกระทั่งพวกเรากำลังจะออกจากบ่อน้ำร้อนแห่งนี้ สิ่งที่เห็นอยู่อย่างต่อเนื่อง คือ ชาวบ้านที่นำภาชนะต่างๆ มาบรรจุน้ำแร่ธรรมชาติจากบ่อพ่อกลับบ้านเพื่อใช้อุปโภคบริโภคกันไม่ขาดสาย

“จันทร์สม ฮอทสปา” ค่าบริการแช่น้ำแร่คนละ 150 บาท

บริเวณอาบน้ำเย็นซึ่งก็เป็นน้ำแร่เช่นกัน มีไว้สำหรับชำระร่างกายให้สะอาดก่อนลงแช่ในบ่อร้อน และเพื่ออาบหลังเสร็จจากการแช่ในบ่อร้อนด้วยนั่นเอง

สระน้ำแร่ร้อนภายในจันทร์สมขนาดไม่เล็กไม่ใหญ่กำลังดี เจ้าหน้าที่แนะนำว่าการแช่บ่อน้ำแร่ควรเป็นขณะที่ท้องว่าง ไม่ควรบริโภคอาหารใดๆ ก่อนการแช่น้ำแร่นี้ เพราะอาจจะทำให้เกิดอาการคลื่นเหียนวิงเวียนและอาเจี ยนได้ โดยระยะเวลาที่เหมาะสมสำหรับการแช่คือประมาณ 10-15 นาที แล้วจึงขึ้นมานั่งพักสักครู่ สลับกับอาบน้ำเย็น แล้วจึงค่อยลงไปแช่ใหม่ โดยเบ็ดเสร็จแล้วประมาณครึ่งถึงหนึ่งชั่วโมงจึงจะเป็นเวลาที่เหมาะสม

หลังจากแช่น้ำร้อนและรับประทานอาหารเช้ากันเป็นที่เรียบร้อย พวกเราก็มุ่งหน้าไปยังท่าเรือเพื่อโดยสารเรือเมล์เที่ยว 09:30 น. ถึงจุดหมายปลายทางเกาะพยามในเวลา 11:00 น. ค่าโดยสารคนละ 150 บาท และเช่นเคยเมื่อมาถึงท่าเรือบนเกาะพยามก็จะมีเจ้าหน้าที่ของบลูสกายรีสอร์ทนำรถกอล์ฟมารอรับพวกเราอยู่ก่อนแล้ว

การเดินทางที่แสนยาวนาน ในที่สุดก็มาถึง The Blue Sky Resort @ Koh Payam

บริเวณ Reception นั่งรอเช็คอินเข้าห้องพัก

Welcome drink เป็น Frappe สตรอเบอรี่กับอะไรซักอย่างจำไม่ได้ แต่ที่จำได้คือรสชาติอร่อยถูกใจมากๆ

บริเวณภายในโซนร้านอาหาร

ปกติเป็นคนชอบหมอนใบโตๆ อย่างมาก ที่นี่มีหมอนใบใหญ่ๆ สีสดๆ เต็มไปหมด เห็นแล้วน่าฟัดมากๆ

เช็คอินเรียบร้อยแล้ว ยกกระเป๋าเข้าห้องพักกัน

ห้องพักที่นี่ถูกแบ่งออกเป็นวิลล่าโซนฝั่ง R และ L ซึ่งต่างกันในเรื่องของวิวทิวทัศน์ โดยในฝั่ง R จะมองเห็นวิวลำน้ำพร้อมมีบันไดเดินลงสู่ลำน้ำได้โดยตรง ซึ่งในวันที่พวกเราไปถึงนี้อยู่ระหว่างการก่อสร้างบันไดทางลง รวมทั้งกำลังมีการก่อสร้างวิลล่าเพิ่มเติมอีกจำนวนหลายห้อง

จุดด้อยของการพักผ่อนในครั้งนี้ก็คงจะเป็นที่ทางรีสอร์ทกำลังมีการก่อสร้างเพิ่มเติม ทำให้นอกจากจะมีเสียงดังเป็นระยะแล้ว ยังมีคนงานจำนวนมากผลัดกันเดินไปมาจนขาดความเป็นส่วนตัวไปพอสมควร แต่คาดว่าทางรีสอร์ทน่าจะเร่งมือให้เสร็จทันก่อนช่วง High Season ในต้นปีหน้าได้ มิเช่นนั้นอาจจะทำให้ผู้เข้าพักซึ่งจะมุ่งหน้ามาเข้าพักกันเป็นจำนวนมากในช่วง High และ Peak ต้องได้รับผลกระทบเช่นเดียวกับพวกเราอย่างแน่นอน

เนื่องจากช่วงนี้ยังคงเป็นปลายฤดูฝน ซึ่งมีฝนตกสลับกับแดดออกตลอดวันจึงทำให้เป็นที่น่าเสียดายมาก เพราะตามจุดพักผ่อนต่างๆ ไม่มีหมอนซักใบให้คนบ้าหมอนอย่างเราได้กอดรัดฟัดเหวี่ยง รวมทั้งขาดสีสันสดสวยจากหมอนใบใหญ่ให้ได้ชื่นตา เพราะหมอนทั้งหมดถูกนำเข้าไปเก็บไว้เพื่อไม่ให้เปียกน้ำฝน

มองย้อนกลับไปทาง Lobby

ห้องพักของเรา Villa R3

ป้าย Do not disturb กับ Please clean ที่แสนจะน่ารักซะจริง

พวงกุญแจห้องขนาดใหญ่ไปนิดนึงแต่ก็เหมาะดีสำหรับคนขี้ลืมหรือชอบทำของหล่นหายอย่างเรา

ภายในห้องพัก 01

ภายในห้องพัก 02

ภายในห้องพัก 03

ภายในห้องพัก 04

ภายในห้องพัก 05

มีหนังสือไว้บริการบนโต๊ะหัวเตียง เท่าที่เห็นเป็นหนังสือธรรมะทั้งหมด

มองออกไปยังระเบียงห้องพัก โดยคาดหวังเอาไว้ว่าต้องเห็นน้ำขึ้นสูงปริ่มระเบียง ได้ลั๊นลานั่งแช่เท้าลงในน้ำชิลล์สุดๆ แน่ๆ แต่…ไหนละน้ำ!

แต่ละคนก็ยังคงเฝ้ารอน้ำขึ้นอย่างใจจดจ่อ น้ำคงขึ้นตอนเย็นล่ะมั้ง น้ำ น้ำ น้ำ

นั่งปล่อยใจสบายๆ เพลินๆ จนกระทั่งเย็นย่ำก็ยังไม่เห็นน้ำ

นั่งรอ หลับรอ จนใกล้ถึงเวลาอาหารเย็น เปิดม่านดูเป็นระยะก็ยังไม่มีวี่แววของน้ำ

แล้วก็มาถึงบางอ้อเมื่อสอบถามจากเจ้าหน้าที่จนได้ความว่าน้ำคงไม่ขึ้นแล้วล่ะ เพราะเรามาไม่ถูกช่วงเวลานี่เอง ถ้าอยากจะเห็นน้ำใสราวกระจกปริ่มระเบียงห้องล่ะก็ ต้องมาช่วง 15 ค่ำ เท่านั้น จะข้างขึ้นหรือข้างแรมก็ตาม แต่ที่สำคัญต้อง 15 ค่ำ น้ำจึงจะขึ้นสูงอย่างที่หวังไว้

เพื่อนฝูงถึงกับกระจองงอแงกับคนจองห้องพักอย่างเราที่พาให้ทุกคนต้องผิดหวัง มาเจอกับพื้นทรายแห้งๆ แบบนี้ตลอด 3 วัน 2 คืน…. “ขอโทษนะคะ ผิดไปแล้ว ไม่ได้ตั้งใจ” อย่างน้อยก็ถือว่าเราได้มาเห็นบรรยากาศของรีสอร์ทแห่งนี้ในอีกมุมหนึ่งที่แตกต่างจากคนอื่นก็แล้วกันนะจ๊ะ

ปริมาณน้ำขึ้นสูงสุดเท่าที่พวกเราจะได้เห็นตลอด 3 วัน 2 คืน ณ ที่แห่งนี้

อย่างน้อยๆ ก็เพียงพอสำหรับการพายเรือคายัคชื่นชมทัศนียภาพของป่าโกงกาง

หนุ่มน้อย Bobby ที่มาช่วยสร้างบรรยากาศครึกครื้นให้กับกลุ่มสาวๆ

หนุ่มน้อยรายนี้พักอยู่ที่รีสอร์ทอื่น แต่แวะมาทานอาหารกับครอบครัวที่บลูสกายฯ

สนใจกล้องถ่ายรูปอย่างมาก และแม้จะมีอายุแค่สามปี แต่ฝีมือการถ่ายรูปไม่ธรรมดาเลยทีเดียว

ด้วยความน่ารัก ทำให้อดใจไม่ไหวที่จะเก็บภาพมาไม่น้อย

ขออีกสักภาพ

อีกสักทีน่า

ช่วงเช้าของวันรุ่งขึ้นอากาศสดใสในระดับหนึ่ง

เปลญวนไว้นอนรับลมทะเล อาบแสงแดดอ่อนๆ ยามเช้า

หากได้ฟ้าที่สดใสกว่านี้คงจะดีไม่น้อย

ภาพล็อบบี้กับหาดทรายทอดไกลที่ไม่ค่อยคุ้นตานักสำหรับรีสอร์ทแห่งนี้ เพราะภาพที่ได้เห็นจากรีวิวต่างๆ มักจะเต็มไปด้วยน้ำทะเลเขียวใสซะมากกว่า

เช้านี้พวกเรามีแพลนที่จะขี่จักรยานไปอ่าวเขาควาย แต่น้องเอ็มอาสาที่จะพาพวกเราไปชมความงามของอ่าวมุกกันก่อน โดยนำพวกเราขึ้นรถกอล์ฟออกเดินทางไปทางด้านท้ายรีสอร์ท เพียงไม่กี่นาทีก็มาถึง “อ่าวมุก”

ที่อ่าวมุกนี่หาดกว้างและน้ำใสน่าเล่นมากทีเดียว

คุณเสฉวน เดินกันอยู่เต็มหาด

ขอโทษคุณเสฉวนด้วยนะคะที่ทำหล่นพื้นทรายดังตุ้บ

นับเป็นเวลาที่ฟ้าสดใสที่สุดแล้วบนเกาะพยามที่พวกเราได้เห็น ซึ่งถือเป็นความผิดของพวกเราเองที่มาผิดเวล่ำเวลาไปหน่อย

คนทางซ้ายมือคือน้องเอ็ม ณ บลูสกายฯ ไกด์นำเที่ยวที่น่ารักของเรา

อีกฝั่งของท้องฟ้าเริ่มเห็นความอึมครึมของเมฆฝน

ในขณะที่อีกฟากฝั่งกลับสดใสแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง

กลุ่มเด็กน้อยชาวพม่าที่อาศัยอยู่บนอ่าวมุก

ประชากรชาวพม่าในจังหวัดระนองมีเกือบสองแสนคน เรียกว่ามากกว่าชาวท้องถิ่นเมืองระนองเองซะอีก

กลุ่มเด็กๆ น่ารักมาก ยิ้มแย้มแจ่มใส และพร้อมเป็นดาราหน้ากล้องให้เราอย่างไม่เคอะเขิน

ยิ่งเห็นเราเล็งกล้อง ยิ่งเล่นกันสนุกสนานยกใหญ่

โดยเฉพาะน้องผู้หญิงเรียกว่าชอบถ่ายรูปมากเลยทีเดียว

แอ็คท่านางแบบสุดเซ็กซี่ให้ทันที

ก่อนลาจากยังโบกมือบ๊ายบาย ส่งจูบให้เราซะยกใหญ่ น่ารักซะจริง

เมื่อน้องเอ็มพาพวกเรากลับจากอ่าวมุกแล้ว พวกเราไม่รอช้าควบจักรยานมุ่งหน้าไป “วัดเกาะพยาม” กันต่อทันที เพื่อแข่งกับฟ้าฝนที่อาจจะไม่เป็นใจ

แต่เมื่อไปถึง ปรากฎว่าพวกเราเข้าถึงเจดีย์กลางน้ำได้ใกล้ที่สุดแค่เพียงเท่านี้ เนื่องจากมีประตูเหล็กปิดล็อคอยู่ไม่ให้เข้าไปได้ คงจะเพราะมีการซ่อมแซมสะพานอยู่นั่นเอง พวกเราจึงทำได้แค่ถ่ายภาพผ่านประตูเหล็กเท่านั้น

แต่อย่างน้อยก็ได้เก็บภาพทะเลงามๆ บริเวณสะพานกลับมาได้บ้าง

และอย่างน้อยก็ได้มาถึงแล้ววัดเกาะพยามแล้ว จากนี้หันจักรยานมุ่งหน้าไปต่อกันที่อ่าวเขาควาย

ที่ “อ่าวเขาควาย” พวกเราสนุกสนานกันจนลืมไปหมดทุกอย่าง ลืมถ่ายรูป “รีสอร์ทพยามคอทเทจ” รีสอร์ทที่เป็นญาติพี่น้องกันกับบลูสกายรีสอร์ทซึ่งให้เราได้เข้าไปเล่นสนุกในหาดส่วนตัวแห่งนี้ ลืมเดินไปถ่ายรูปที่หินทะลุ ลืมดูเวลาและท้องฟ้าที่เริ่มหม่นหมองครื้มลงทุกที สิ่งเดียวที่ได้ถ่ายภาพกลับมาเป็นที่ระลึกคือ น้องหมาที่สุดแสนจะ friendly ตัวนี้ ที่น่ารักซะจนกระทั่งเพื่อนของเราคนนึงถึงกับสั่งไก่ย่างเพื่อแบ่งให้น้องหมารับประทานกันเลยทีเดียว

ของฝากอีกอย่างที่ได้มาจากตอนขากลับจากอ่าวเขาควาย ก็คือรอยฟกช้ำดำเขียวและแผลถลอก 3-4 แห่ง อันมีสาเหตุมาจากความซุ่มซ่ามเอาจักรยานไปคว่ำตรงริมทางบริเวณหน้าวัดเกาะพยามพอดิบพอดี สงสัยว่ากรรมจะติดจรวดโทษฐานที่ทำคุณเสฉวนตกพื้น

ขอบคุณน้องเอ็มอีกครั้งนะคะที่ช่วยดูแลทำแผลให้คนซุ่มซ่ามคนนี้ คงจะมีไม่กี่คนนักที่จะมีของฝากจากเกาะพยามแบบเรา

และแล้วก็ถึงเวลาต้องกลับออกจากเกาะพยาม…

แต่! สุดท้ายแล้ว คืนนี้พวกเรากลับไม่ได้โดยสารรถทัวร์กลับบ้านอย่างที่ตั้งใจไว้ เพราะโดนความสวยงามของรีสอร์ทอีกแห่งหนึ่งในเครือของ The Blue Sky ที่มีชื่อว่า “SORRENTO, The Blue Sky @ Ranong” ฉุดรั้งให้เราอดใจไม่ไหวต้องขออยู่ต่ออีกสักคืน ณ ที่แห่งนี้

ทิ้งท้ายด้วยภาพคุณนกตัวน้อยในกรงบริเวณท่าเรือฝั่งระนอง ที่คอยส่งเสียงดังจิ๊บจ๊าบอยู่ตลอดเวลา

เห็นแล้วรู้สึกว่า ถ้าคุณนกตัวน้อยสามารถโผล่ออกมาจากกรงได้ขนาดนี้ ทำไมไม่ออกมาซะเลยล่ะจ๊ะ ^^

Droplet in the dark

Posted: October 25, 2010 in Gallery

ทันทีที่กดปุ่ม upgrade to wordpress ระบบก็จัดการมูฟว์ทุกสิ่งทุกอย่างมาบ้านใหม่ให้โดยไม่เหลือเยี่อใย.. อยากจะขอเข้าไปร่ำลาอาลัยบ้านหลังเก่าหน่อยก็ไม่มีโอกาส เป็นการย้ายบ้านแบบกะทันหันและเหมือนถูกมัดมือชก ใครจะไม่ย้ายได้ ในเมื่อขู่กันว่า spaces live is going away.

หนึ่งวันหลังจากย้ายบ้านใหม่ ยังงงๆ กับวิถีชีวิตในบ้านหลังนี้ ก็ต้องค่อยๆ เรียนรู้กันไป อีกสักพักคงจะปรับตัวได้เอง

Goodbye my “Spaces Live”, Say hi to “WordPress”

Play with light and shadow

Posted: October 9, 2010 in Gallery