Huay Nam Dung – Pai – Tham Nam Lod – Tham Pla – Pha sua waterfall – Pang Oung

Posted: December 7, 2006 in Uncategorized

 วันอาทิตย์ที่ 26 พฤศจิกายน 2549

           ไม่รู้เพราะความตื่นเต้นที่จะได้เห็นทะเลหมอกหรือไง ถึงได้นอนไม่หลับเอาซะเลย แต่ปกติก็เป็นคนนอนไม่ค่อยหลับอยู่แล้วเวลาแปลกสถานที่ น่าจะหลับไปได้แค่ 3-4 ชั่วโมง ก็ตื่นขึ้นมาดูนาฬิกา เพิ่งจะตีสามเท่านั้นเอง นี่จะตื่นขึ้นมาทำไมกันนะแล้วก็พาลนอนไม่หลับอีกเลย จนนาฬิกาปลุกเวลา 04.00 น. จึงตัดสินลุกไปล้างหน้าแปรงฟันเสร็จเป็นคนแรก และทยอยปลุกเพื่อนๆ ทำธุระให้เสร็จโดยเร็ว เพื่อเดินทางสู่ดอยกิ่วลมสัมผัสกับทะเลหมอกยามเช้ากัน

           คุณเปี๊ยก คนขับรถตู้นัดพวกเราให้พร้อมออกเดินทางเวลา 05.00 น. แต่พวกเราก็เลทกันนิดหน่อย บวกกับเหตุขัดข้องบางประการของการคืนกุญแจบ้านพักซึ่งไม่ขอกล่าวถึงให้เสียชื่ออุทยานฯ ทำให้คุณเปี๊ยกเกรงว่าพวกเราจะไปถึงหลังจากคุณพระอาทิตย์ขึ้นมาทอแสงซะแล้ว จึงได้บึ่งรถตู้ท่ามกลางความมืดและหมอกบนเส้นทางคดเคี้ยวของภูเขา ทำเอาเพื่อนร่วมทางเมารถไปตามๆ กัน ที่จริงแล้วตัวเองเป็นคนเมารถง่ายอย่างกับอะไรดี แต่เพราะความตื่นเต้นปนหวาดเสียวทำให้บดบังอาการเมารถซะหมด เอาแต่นั่งภาวนาสาธุเจ้าป่าเจ้าเขาคุ้มครองทุกคนในรถด้วยเถิดเจ้าประคู๊ณ รวมทั้งคุณเปี๊ยกได้ขอเจ้าหน้าที่อุทยานฯ ยอมปล่อยเราขึ้นไปชมวิวก่อน แล้วค่อยกลับลงมาชำระเงินทีหลัง โดยทิ้งบัตรประชาชนเอาไว้เป็นตัวประกันเพราะกลัวเราจะไม่ทันขึ้นไปสวัสดีคุณพระอาทิตย์ ซึ่งภายหลังเราก็ลงมาเสียค่าธรรมเนียมขึ้นไปบนดอยกิ่วลมทั้งคันรถราคา 150 บาท เพราะคุณเปี๊ยกช่วยต่อรองราคาให้ ที่ต้องเสียค่าธรรมเนียมอีกหนทั้งที่พวกเราก็เข้ามาพักในอุทยานฯ ตั้งแต่เมื่อคืนแล้ว ก็เพราะว่าที่นี่เค้าถือว่าเป็นคนละวันกัน ค่าธรรมเนียมคิดกันวันต่อวัน นอกเสียจากเราจะค้างคืนที่นี่อีกคืน เราก็เอากุญแจบ้านพักมาแสดงต่อเจ้าหน้าที่ ก็จะไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมอีก แล้วคุณเปี๊ยกก็พาพวกเรามาถึงปลายทางโดยสวัสดิภาพปลอดภัย หลังจากสำรวจว่าทุกคนมาถึงครบ 32 ประการแล้ว ก็ไม่ลังเลที่จะวิ่งรี่เข้าไปสู่จุดชมวิวบนยอดดอยกิ่วลมทันที

 ResizeReveal035-1.jpg picture by jade_ornament

ResizeReveal038-1.jpg picture by jade_ornament

        อาการเมารถ หรือหวาดกลัวเมื่อสักครู่อันตธานหายไปหมด ทันทีที่เห็นทะเลหมอกที่ทอดยาวสุดลูกหูลูกตา กับฉากหลังที่เป็นทิวเขาสลับกันไปมา พร้อมกับแสงสุริยะที่สาดส่องกระทบกับหมอกหนา เป็นสีสันสวยงามที่ธรรมชาติเท่านั้นจะรังสรรค์ขึ้นมาได้ พวกเรากดชัตเตอร์กันรัวระยิบเพื่อเก็บภาพความประทับใจนี้ อีกทั้งดื่มด่ำกับความงามสูดอากาศสดชื่นกันให้เต็มปอดเพื่อจะจดจำเอาไว้ให้ได้นานเท่านาน รู้ตัวอีกทีก็ถึงเวลาต้องออกเดินทางกันต่อเสียแล้ว ขณะนั้นเวลาราวๆ 07.00 น. ทำไมนะยังหนาวอยู่เลย มารู้ภายหลังว่าอุณหภูมิเวลานั้นแค่ 9 องศาเท่านั้นเอง

ResizeReveal032-1.jpg picture by jade_ornament

ResizeReveal041-1.jpg picture by jade_ornament

          จากดอยกิ่วลม พวกเราก็มาถึงเมืองปาย เมืองเล็กทีเงียบสงบ เพื่อแวะทานอาหารเช้ากันที่นี่ พวกเราแยกกันเป็น 2 กรุ๊ป กรุ๊ปเราแวะทานโจ๊กร้อนๆ ชามละ 20 บาท โรตีหวานหอม จานเล็กๆ จานละ 5 บาท กับน้ำเต้าหู้ ถ้วยละ 5 บาท จนร่างกายอิ่มอุ่น ก็เดินชมข้าวของที่วางขายอยู่สองข้างทาง แต่เพราะขณะนั้นเป็นเวลาประมาณ 08.30 น. คุณเปี๊ยกบอกว่าตลาดเริ่มวายแล้ว ถ้ามาถึงเช้ากว่านี้ตลาดจะคึกคักกว่าที่เห็น พวกเราจึงได้ของฝากกันนิดหน่อย ซึ่งตัวเองได้ปิ่นปักผมมาเป็นของฝาก 2 ด้าม ด้ามละ 15 บาทเท่านั้นเอง  หลังจากช็อปปิ้งกันเล็กน้อย คุณเปี๊ยกนำรถไปเติมน้ำมันเต็มถัง 1,350 บาท ก่อนเดินทางสู่ ถ้ำน้ำลอดเป็นที่หมายถัดไป

ResizeReveal042-1.jpg picture by jade_ornament

ResizeReveal043-1.jpg picture by jade_ornament

ResizeReveal044-1.jpg picture by jade_ornament 

         ถ้ำน้ำลอด เป็นถ้ำที่มีลำห้วยไหลลอดภูเขาทะลุอีกด้านหนึ่ง และจัดเป็น Unseen in Thailand เช่นเดียวกัน แต่ระหว่างทางคุณเปี๊ยกได้พาเราแวะชมวิวที่บริเวณสถานีทวนสัญญานดอยกิ่วลม เป็นจุดชมวิวเล็กๆ ที่มีดอกบัวตองขึ้นอยู่ริมทาง และมีฉากหลังเป็นทิวเขาอยู่ไกลๆ นอกจากนี้ยังมีร้านรวงเล็กๆ กับร้านขายมันเผาอีก 2-3 ร้าน น่าจะเป็นจุดแวะพักเหนื่อยของผู้คนได้เป็นอย่างดี เพียงไม่นานนักพวกเราก็เดินทางมาถึงถ้ำน้ำลอด ที่นี่ให้พวกเราแบ่งออกเป็น 3 กรุ๊ป แต่ละกรุ๊ปต้องเสียค่าคนนำทางพร้อมตะเกียงกรุ๊ปละ 100 บาท ค่าแพล่องเข้าไปภายในถ้ำอีก แบ่งเป็น 2 อัตราเนื่องจากภายในถ้ำประกอบด้วยถ้ำย่อย 3 ถ้ำด้วยกัน ถ้าต้องการเที่ยวชมแค่ 2 ถ้ำแรกก็เสียค่าแพ 200 บาท แต่ถ้าต้องการเที่ยวชมครบทั้ง 3 ถ้ำก็ต้องเสียค่าแพ 400 บาท ทำไงได้ล่ะ ก็มาถึงแล้วนี่นา จะมาชมกั๊กๆ แค่ 2 ถ้ำทำไม พวกเราจึงต้องเสียเงินกันกรุ๊ปละ 500 บาทขาดตัว

ResizeReveal048-1.jpg picture by jade_ornament  

ResizeReveal051-1.jpg picture by jade_ornament 

ResizeReveal053-1.jpg picture by jade_ornament

          ถ้ำแรกชื่อว่า ถ้ำเสาหิน จุดเด่นคือเสาหินปูนขนาดใหญ่ ต่อมาถ้ำที่สองชื่อว่า ถ้ำตุ๊กตา จุดเด่นคือหินงอกที่มีลักษณะเหมือนตุ๊กตาจำนวนมากวางเรียงรายกัน และ ภาพเขียนผนัง ซึ่งขอกระซิบว่ามีเพียงภาพเดียวเท่านั้นแหละ และก็เลือนลางเต็มทีจนแทบมองไม่ออกเลยว่าเป็นรูปกวาง เพราะผลจากแสงแฟลชและการลูบคลำภาพเขียนของเหล่านักท่องเที่ยวที่ไร้สามัญสำนึก ถ้ำสุดท้ายชื่อว่า ถ้ำผีแมน จุดเด่นก็คือ หินงอกหินย้อย ภาชนะดินเผา และโลงผีแมน ซึ่งปากทางเข้าถ้ำสุดท้ายนี้กลิ่นค่อนข้างรุนแรง เนื่องมาจากค้างคาวภายในถ้ำขับถ่ายของเสียกองทับกันเป็นจำนวนมากนั่นเอง และคนนำทางของเพื่อนเราอีกกรุ๊ปนึงบอกว่า เวลาค่ำๆ จะมีนกชนิดหนึ่งกลับมาอาศัยอยู่เต็มภายในถ้ำสุดท้ายนี้เต็มไปหมด

ResizeReveal049-1.jpg picture by jade_ornament

ResizeReveal050-1.jpg picture by jade_ornament  

ResizeReveal054-1.jpg picture by jade_ornament

          ถึงเวลาที่กองทัพต้องเดินด้วยท้อง พวกเราจึงแวะร้านอาหารที่คุณเปี๊ยกพาไปเติมพลังกันจนเรียบร้อย ก็มุ่งสู่สถานที่ต่อไป นั่นก็คือ ถ้ำปลา นั่นเอง ราวๆ บ่ายสามโมงครึ่งพวกเราก็มาถึง ที่นี่ด้านหน้าจะเป็นวังน้ำ มีฝูงปลาคัง(ปลาพลวง) ตัวใหญ่อาศัยอยู่ ซึ่งพวกเราต้องเดินเท้าเข้าไปด้านในเพื่อทักทายกับเจ้าฝูงปลาเหล่านี้ แต่ว่า….ทำไมนะเจ้าฝูงปลานี้ถึงได้ขี้อายนัก ซุกตัวอยู่ใต้หลืบกันหมดจนเรามองกันแทบไม่เห็นปลา แถมแทบจะไม่ไหวติง ไม่ว่ายน้ำกันเลยหรือไง โยนอาหารลงไปให้ก็เพียงเอี้ยวตัวมารับอาหารแล้วก็หันไปเข้าแถวเรียงรายกันเหมือนเดิม ที่นี่มีจำหน่ายอาหารสำหรับให้ปลาด้วย มีทั้งอาหารเม็ด ขนมปัง และผลไม้ ซึ่งของโปรดของปลาที่นี่ก็คือ แตงโม ปลาที่นี่คงจะทานมังสวิรัติ เพราะเห็นอาหารเม็ดจมอยู่ใต้น้ำเต็มไปหมด จะกินก็แต่แตงโม กับขนมปังนิดๆ หน่อยๆ เท่านั้นเอง

ResizeReveal058-1.jpg picture by jade_ornament

ResizeReveal056-1.jpg picture by jade_ornament

           เพียงไม่นานนักพวกเราก็เดินทางจากถ้ำปลามาสู่ น้ำตกผาเสื่อ น้ำตกแห่งนี้มีน้ำตลอดปี ถ้าเป็นช่วงฤดูฝนสายน้ำจะตกลงมาเต็มหน้าผาหินกว้างลักษณะคล้ายเสื่อปูลาด แต่พวกเรามาฤดูหนาวนี่นา ก็เลยไม่ค่อยจะเหมือนเสื่อเท่าไหร่ แต่ก็พอให้พวกเราได้ชุ่มฉ่ำใจ ยังไงซะก็ดีกว่าเห็นแค่น้ำตกปลอมในอาคาร น้ำพุตามสี่แยก ในเมืองหลวงเป็นไหน

 ResizeReveal059-1.jpg picture by jade_ornament 

        ที่น้ำตกผาเสื่อเป็นสถานที่เที่ยวสุดท้ายสำหรับวันนี้ จากนี้เราจะตรงเข้าสู่บ้านพักคืนที่ 2 ของพวกเรา ที่หมู่บ้านรวมไทย ซึ่งเป็นหมู่บ้านกาแฟ ที่หลายๆ บ้านในหมู่บ้านนี้จะปลูกกาแฟด้วยกันทั้งนั้น แล้วเราก็มาถึง Home Stay Real Coffee หรือ บ้านลุงปาละ (โทร. (053) 692-144) พวกเราจองบ้านพักไว้ 2 หลัง หลังละ 250 บาทต่อคืน ซึ่งนี่เป็นหลังเล็กที่พักได้ 3 คนต่อหลัง แต่พวกเราพักกันหลังละ 4-5 คน คุณลุงปาละ กับ ป้าทองศรี ก็ใจดีอนุญาตให้เราพักได้ตามสบาย ที่นี่มีบริการจัดอาหารให้ 250 บาทต่อคนสำหรับอาหาร 2 มื้อ เช้า-เย็น แต่ลุงกับป้าไม่บังคับ เราจะขอสั่งอาหารตามสั่งเป็นจานเดียวก็ได้ พวกเราจึงเลือกสั่งอาหารจานเดียวกันเป็นมื้อเย็นของวันนี้

ResizeReveal062-1.jpg picture by jade_ornament

ResizeReveal072.jpg picture by jade_ornament 

        เมื่อมาถึงบ้านลุงฯ ป้าทองศรีได้ออกมาต้อนรับพวกเราด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม และให้น้องแอ๊บซึ่งเป็นลูกสาวพาพวกเราไปยังบ้านพักทั้งสองหลัง เมื่อเก็บข้าวของกันเรียบร้อยแล้ว พวกเราได้สั่งอาหารเย็นเอาไว้ และตามน้องแอ๊บที่อาสาจะพาพวกเราเดินไปยังอ่างเก็บน้ำห้วยปางตอง หรือที่รู้จักกันในนามว่า ปางอุ๋ง หรือ สวิสเซอร์แลนด์เมืองไทยนั่นเอง เดินฝ่าลมหนาวเพียงอึดใจ พวกเราก็มาถึงแล้ว ปางอุ๋ง บรรยากาศยามเย็นของที่นี่สวยจริงๆ พวกเราถ่ายรูปกันพอสมควร เพราะพระอาทิตย์กำลังจะลับแสง พวกเราจึงเร่งฝีเท้ากลับบ้านพักเพื่อรับประทานอาหารและพักผ่อน ให้พร้อมสำหรับความสวยงามของปางอุ๋งที่เราจะย้อนกลับไปชมความงามยามเช้ากันอีกทีหนึ่ง

 ResizeReveal065.jpg picture by jade_ornament

ResizeReveal063-1.jpg picture by jade_ornament

         ระหว่างที่พวกเราไปชมความงามที่อ่างเก็บน้ำ คุณป้าได้จัดเตรียมอาหาร ขณะที่คุณลุงกับน้องแอ๊บได้ก่อกองไฟที่หน้าบ้านพักของเราไว้ให้ด้วย! คืนนี้พวกเราจึงได้ร่วมวงสนทนารอบกองไฟ กับน้องแอ๊บและเพื่อนๆ รวมทั้งคุณลุงปาละด้วย นอกจากนี้ยังมีพี่หนุ่มสาวคู่หนึ่งมาจากที่พักหน้าอ่างเก็บน้ำมาขอร่วมวงกับพวกเราด้วย … พวกเราได้รู้จากคำบอกเล่าของคุณลุงว่า คุณลุงเป็นผู้ใหญ่บ้านของหมู่บ้านรวมไทยนี้ คุณลุงท่านอยู่ที่นี่มาสามสิบกว่าปีแล้ว ต้นไผ่ที่ท่านปลูกไว้ก็มีอายุอานามไม่ต่างกัน เป็นต้นไผ่ที่คุณลุงปลูกเองกับมือตั้งแต่ลำเท่านิ้วของคุณลุงเท่านั้นเอง แต่เวลานี้มันลำใหญ่เท่าต้นขา สูงเสียดฟ้าเลยทีเดียว คุณลุงเล่าว่าเคยมีคนของกระทรวงเกษตรฯ หรือไงเนี่ย (ถ้าจำผิดต้องขออภัยคุณลุงด้วย) มาเห็นต้นไผ่ที่นี่ ยังตะลึงในความสูงใหญ่ของมัน รวมทั้งต้นคริสมาสต์ของที่นี่เค้าจะเป็นพุ่มและสูงพอๆ กับความสูงของคน ไม่เหมือนกันต้นคริสมาสต์ที่เราเห็นกันในกรุงเทพฯ ที่เห็นกันแต่ในกระถาง คุณลุงก็ยังเล่าว่า มีฝรั่งมาเห็นยังชอบใจว่าทำไมคุณลุงปลูกได้ขนาดนี้ ถ่ายรูปกลับไปกันยกใหญ่

 ResizeReveal066.jpg picture by jade_ornament 

ResizeReveal067.jpg picture by jade_ornament

 ResizeReveal068.jpg picture by jade_ornament

         ที่มาของคำว่าบ้านรวมไทย คุณลุงบอกว่า เพราะที่หมู่บ้านนี้ประกอบไปด้วยผู้คนหลากหลายเชื้อชาติ ทั้งพม่า กระเหรี่ยงขาว กระเหรี่ยงแดง ฯลฯ ส่วนที่มาของปางอุ๋ง สมัยก่อนนั้นอ่างเก็บน้ำยังไม่เป็นอ่างเก็บน้ำอย่างทุกวันนี้ เป็นเพียงแอ่งที่มีน้ำขังตื้นๆ เวลาฝูงวัวควายลงไปเล็มหญ้าแล้วมักขึ้นมาไม่ได้ จึงเรียกกันว่าปางอุ๋ง ซึ่งคำนี้คงมีความหมายอะไรซักอย่างแต่ยังไม่ทันได้ถามไถ่คุณลุง ก็มีเหตุการณ์มาขัดจังหวะทำให้บทสนทนาชะงักไป หากใครทราบก็ช่วยตอบข้อสงสัยนี้ให้ที

ResizeReveal069.jpg picture by jade_ornament

ResizeReveal071.jpg picture by jade_ornament

ResizeReveal064.jpg picture by jade_ornament 

          บ้านที่กรุ๊ปเราพัก เป็นบ้านหลังแรกเลยที่คุณลุงนำมาทำเป็นโฮมสเตย์ให้นักท่องเที่ยวได้พักกัน คุณลุงเองเคยคิดจะรื้อออกหลายหน แต่มีหลายๆ คนทักทวงไว้ รวมทั้งพวกเราก็เช่นเดียวกัน คุณลุงก็เลยไม่กล้าที่จะรื้อทิ้งสักครั้ง ได้แต่คอยซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอของตัวบ้านมาเรื่อยๆ บ้านพักของลุงจะไม่มีไฟฟ้า พวกเราจึงได้ซึมซับบรรยากาศของความเป็นธรรมชาติโดยสมบูรณ์ คุณลุงจะจัดเตรียมเทียนไขไว้ให้เราเป็นจำนวนมาก เพื่อจุดให้ความสว่างภายในห้องพัก และห้องน้ำ และแน่นอนที่นี่ไม่มีเครื่องทำน้ำอุ่น พวกเราได้อาบน้ำเย็นยะเยือกท่ามกลางอุณหภูมิเพียง 12-13 องศาเท่านั้น หลังจากที่ได้เล่าให้คุณลุงฟังว่าพวกเราท้าความหนาวกันขนาดไหน คุณลุงจึงบอกพวกเราอย่างใจดีว่า ถ้าบอกคุณลุงว่าอยากได้น้ำอุ่น คุณลุงจะเตรียมให้ โดยการเอาน้ำใส่หม้อใบใหญ่แล้วมาต้มที่กองไฟที่พวกเรานั่งล้อมวงกันอยู่นี่แหละ แต่ภายในบ้านพักของคุณลุงเองจะมีไฟฟ้าที่มาจากพลังงานแสงอาทิตย์อยู่ ทำให้คนที่มาพักต่างพากันเอาแบตเตอรี่กล้องถ่ายรูป มือถือ และอื่นๆ ไปต่อชาร์ตไฟที่ปลั๊กบ้านคุณลุงเต็มไปหมด จนคุณลุงเองก็กลัวว่าไฟจะไม่พอ และจะดับเอา พวกเราจึงเกรงใจชาร์ตกันแค่พอประมาณแล้วรีบเอาออก

          ดึกมากแล้วสำหรับค่ำคืนนี้ กองไฟมอด พร้อมๆ กับวงสนทนาที่แยกย้ายกันเข้านอน อากาศคืนนี้หนาวจริงๆ พวกเรารีบกลับเข้าบ้านพัก ดับไฟ แล้วเข้านอนกันโดยเร็วเพื่อจะได้ลุกขึ้นตอนเช้าชมหมอกที่ลอยปกคลุมอ่างเก็บน้ำ และหงส์ขาว หงส์ดำ คู่หนึ่งที่เป็นดาราใหญ่ของที่นี่ ราตรีสวัสดิ์คุณลุง คุณป้า และเพื่อนร่วมทาง

ResizeReveal061-1.jpg picture by jade_ornament

ResizeReveal060-1.jpg picture by jade_ornament

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s