Pang Oung – Ban Rak Thai – Phuklon – Ban Huai Sue Tao – Phra That Doi Kong Mu – Jong Kam/Jong Klang

Posted: December 7, 2006 in Uncategorized

วันจันทร์ที่ 27 พฤศจิกายน 2549

         วันนี้น้องแอ๊บและเพื่อนๆ มารอพวกเราที่หน้าบ้านพักตั้งแต่ยังไม่ 7 โมงเช้า เพื่อส่งพวกเราไปที่อ่างเก็บน้ำ และถ่ายรูปด้วยกันพร้อมกับแลกที่อยู่ติดต่อก่อนที่น้องๆ จะเดินทางไปโรงเรียนที่ตั้งอยู่ห่างจากหมู่บ้านราวๆ 3 กิโล ซึ่งน้องๆ ต้องเดินเท้ากันไป ออกมาหน้าบ้านพักพวกเราสนุกกับการที่เห็นควันออกจากปากของตัวเองกันยกใหญ่ ก็อยู่กรุงเทพฯ มันไม่มีอะไรอย่างนี้นี่ นอกจากสิงห์อมควันที่สร้างมลพิษทางอากาศเท่านั้นแหละ เดินกันไม่นานนัก พวกเราก็ต้องตะลึงกับความงดงามของอ่างเก็บน้ำที่นี่ มันสวยสมคำร่ำลือเสียจริงๆ หมอกที่ละเลียดบนผิวน้ำ สะท้อนแสงแดด กับแสงสะท้อนของลอนน้ำ และไม่พลาดกับภาพของแพกระท่อมลอยน้ำ ซึ่งนับเป็นจุดเด่นสำคัญของที่นี่เลยทีเดียว

ResizeReveal076.jpg picture by jade_ornament

ResizeReveal075.jpg picture by jade_ornament

ResizeReveal079.jpg picture by jade_ornament

ResizeReveal080.jpg picture by jade_ornament

         และอีกดาราเด่นของที่นี่ มานั่นแล้วไง! หงส์ขาวกับหงส์ดำ ว่ายน้ำคู่กันมานั่นแล้ว พวกเราพยายามซูมกล้องเพื่อถ่ายภาพของพวกมันให้ได้ แต่มันว่ายอยู่ห่างจากริมน้ำมากเกินกว่าที่คุณภาพกล้องของเราจะซูมได้ชัดเจน พวกเราจึงเก็บภาพความประทับใจของที่นี่กันต่อไปอย่างสนุกสนาน กรูวิ่งขึ้นไปบนแพกันจนไม่ทันได้อ่านคำเตือนที่ติดไว้หน้าแพว่า นั่งได้ไม่เกิน 7 คน แต่ที่จริงแล้วพวกเราก็แค่ 4 คนกับน้องๆ อีก 4 คน มันก็ไม่น่าจะเป็นไร แต่เป็นเพราะพวกเราดันไปกองกันอยู่ที่มุมเดียวกันซะหมด ทำให้แพเอียงจมลงไป น้ำสาดขึ้นมาอย่างรวดเร็ว จนพวกเราแตกกระจายออกจากกันในพริบตาก่อนที่จะต้องจมน้ำกันทั่วหน้า มันคงหนาวเข้าไปถึงกระดูกทีเดียวตกน้ำที่นี่ภายในอุณหภูมิอย่างนี้ อย่าว่าแต่ว่ายน้ำไม่เป็นเลย เพราะอาจจะแข็งตายซะก่อนได้ทันว่ายน้ำ 

ResizeReveal073.jpg picture by jade_ornament

  ResizeReveal082.jpg picture by jade_ornament

           เมื่อน้องๆ พาเรามาส่งที่หมายและได้ถ่ายรูปกันพอสมควรแล้ว พวกเราก็ร่ำลากันเป็นที่เรียบร้อย น้องๆ เดินทางไปโรงเรียน ซึ่งน่าจะสายแน่ๆ ล่ะ พวกเราก็ได้ให้คุณเปี๊ยกช่วยขับรถพาขึ้นไปด้านบนของอ่างเก็บน้ำ ซึ่งพอไปถึงพวกเรามัวแต่ถ่ายรูปกันเสียจนลืมดูไปว่า ข้างบนนี้คือสถานที่อะไร แต่ที่แน่ๆ จากบนนี้เรามองลงไปเจอกับเจ้าหงส์คู่นั่นอีกครั้งหนึ่ง ดูเหมือนที่ตรงนี้จะเป็นบ้านของเจ้าหงส์คู่นี้ซะด้วย เพราะพอพวกมันใกล้จะถึงฝั่ง ก็ได้ยินเสียงร้องของตัวอื่นๆ ดังออกมา แล้วเจ้าสองตัวนี้ก็ร้องโต้ตอบ เสียงดังกันระงม แต่มันก็ยังไกลเกินกว่าที่เราจะเก็บภาพของพวกมันไว้ได้ชัดเจนอยู่ดี

ResizeReveal084.jpg picture by jade_ornament

ResizeReveal083.jpg picture by jade_ornament 

         หลังจากพวกเราถ่ายภาพเก็บภาพความสวยงามกันเต็มที่แล้ว ก็กลับเข้าบ้านคุณลุงปาละเพื่อดื่มกาแฟกันเป็นอาหารเช้า ราคากาแฟแก้วละ 20 บาท เป็นฝีมือการชงของคุณลุงเอง พวกเราไม่ลืมที่จะร่ำลาคุณลุง พร้อมเก็บความทรงจำของสถานที่ที่แสนจะเปี่ยมด้วยธรรมชาติรายล้อม ความเป็นมิตรไมตรีของเจ้าบ้านที่หยิบยื่นให้ มันมีค่าความประทับใจมากกว่าค่าที่พักเพียง 250 บาทมากมายนัก 

ResizeReveal086.jpg picture by jade_ornament

 ResizeReveal087.jpg picture by jade_ornament

          พวกเรามาถึงหมู่บ้านรักไท (แม่ออ) น่าจะเวลา 09.00 น. โดยประมาณ ที่นี่เป็นหมู่บ้านสุดท้ายก่อนถึงชายแดนไทย-พม่า ลักษณะบ้านบางส่วนเป็นบ้านแบบเก่าทำจากดินเหนียวผสมฟางข้าว มีอาหารตำรับจีนตอนใต้แถบมณฑลยูนาน พวกเราสามารถชิมชาพันธุ์ดี ซึ่งมีจำหน่ายในหมู่บ้าน เช่น ชาอู่หลง ชาโสมน้ำค้าง ชายอดน้ำค้าง ฯลฯ ซึ่งพวกเราได้ชิมทั้งหมดที่กล่าวมา แต่จำคุณสมบัติของชาแต่ละชนิดไม่ได้แล้ว จำได้แต่ว่าถูกใจชายอดน้ำค้างมากที่สุด รสชาติออกขม กลิ่นชาติดจมูก เป็นชาที่เก็บก่อนพระอาทิตย์ขึ้น นับเป็นชาชนิดที่ดีที่สุด แพงที่สุดด้วย ห่อละ 500 บาท ก็เลยซื้อมาเป็นของฝากป๊ะป๋าซะหน่อย ภายในร้านยังมีจำหน่ายครีมหมักผมที่ทำจากน้ำมันงาผสมน้ำผึ้ง กระปุกละ 100 บาท สบู่ใบชา ก้อนละ 50 บาท แต่พวกเราได้ลดราคาชิ้นละ 5 บาทด้วยนะ สินค้าเหล่านี้เป็นสินค้าของที่นี่เอง แต่ก็แอบมีสบู่กวาวเครือสำหรับน้องชายท่านชาย และทรวงอกท่านหญิง จากกรุงเทพฯ มาวางฝากขายด้วยนะ เอ..คนที่นี่เค้าใช้สบู่อย่างนี้กันด้วยเหรอเนี่ย

ResizeReveal089.jpg picture by jade_ornament

ResizeReveal088.jpg picture by jade_ornament

ResizeReveal090.jpg picture by jade_ornament

           จากบ้านรักไท พวกเราไปต่อกันอีกที่หนึ่งซึ่งเป็น Unseen in Thailand เช่นเดียวกัน ก็คือ ภูโคลนคันทรี่คลับ โคลนที่นี่เกิดจากบ่อโคลนธรรมชาติถูกนำมาใช้ในการเสริมสร้างสุขภาพความงามและการหมุนเวียนโลหิต โดยที่นี่มีบริการพอกโคลน ขัดผิว อบซาวน่า แช่น้ำแร่ ตลอดจนนวดตัว นวดเท้า แทบจะครบสูตรสถาบันเสริมความงามกันเลยทีเดียว พวกเราเลือกรับบริการพอกหน้า 60 บาท พร้อมกับนวดเท้าครึ่งชั่วโมงในระหว่างที่พอกหน้าอีก 100 บาท ระหว่างพอกหน้าพวกเราก็ถ่ายหน้าตาเปื้อนโคลนของพวกเราเก็บไว้เป็นที่ระลึก เมื่อพอกหน้าเสร็จพนักงานจะพ่นสเปรย์น้ำแร่ให้ทั่วใบหน้าเราอีกครั้งเพื่อให้ความชุ่มชื้นและปรับสภาพผิวส่วนนอกสุด ภายหลังพวกเราตั้งคำถามกันว่ารู้สึกหน้าเด้งขึ้นบ้างมั้ย ทุกคนตอบติดตลกกันว่า อื้ม! เด้งขึ้นเป็นกอง แต่ความจริงเป็นอย่างไรคงต้องมาสัมผัสกันเองเท่านั้นจึงจะรู้ นอกจากนี้ที่นี่ยังมีสินค้าจำหน่ายอีกหลายชนิดภายใต้ชื่อยี่ห้อ ลา โบเต้ เช่น โคลนพอกผิว ครีมอาบน้ำ สบู่ล้างหน้า โลชั่นทาผิว สเปรย์น้ำแร่ เป็นต้น สุดท้ายก็ตัดสินใจซื้อ โลชั่นทาผิว ราคา 390 บาท สเปรย์น้ำแร่ ราคา 350 บาท มาเป็นของฝากให้หม่ามี๊ กับซื้อสบู่ล้างหน้าให้ตัวเองและเป็นของฝากอีก 4 ชิ้น ราคาชิ้นละ 120 บาท เห็นจะเป็นที่นี่แหละที่ดูดเงินออกจากกระเป๋าตังค์ไปมากที่สุด ต้องยับยั้งเอาไว้เพราะต้องไปอีกหลายที่ เดี๋ยวจะเงินหมดซะก่อน (สามารถเลือกชมสินค้าภูโคลนได้จากเว็บไซด์ http://www.phuklon.co.th)

         ไปกันต่อเลยที่บ้านห้วยเสือเฒ่า บ่ายโมงแล้ว ที่นี่เป็นชุมชนกระเหรี่ยงคอยาว มีสินค้าของฝากจำหน่ายภายในหมู่บ้าน เด็กๆ และชนชาวกระเหรี่ยงดูคุ้นเคยกับการเป็นดาราหน้ากล้อง เค้าพร้อมจะมองกล้องและยิ้มแย้มทันทีโดยที่เราไม่ต้องเซย์ชีสสส ที่นี่อาจจะดูว่าอนุรักษ์ความเป็นชุมชนกระเหรี่ยงคอยาวเอาไว้ แต่ความเจริญก้าวหน้าของเทคโนโลยียังไงก็ไม่สามารถต่อต้านไม่ให้รุกเข้าสู่ชุมชนที่แม้จะอยู่บนภูเขาสูงได้ ภาพที่เราเห็นเป็นสิ่งแรกของที่นี่ก็คือ สาวชาวกระเหรี่ยงคอยาวที่ยืนคุยโทรศัพท์มือถืออยู่ข้างป้ายต้อนรับหน้าชุมชน เด็กน้อยชาวกระเหรี่ยงตะโกนเสียงเจื้อยแจ้วกับพวกเรานักท่องเที่ยวว่าถ่ายรูปด้วยกันได้นะคะ

ResizeReveal091.jpg picture by jade_ornament

ResizeReveal094.jpg picture by jade_ornament

         เดินลึกเข้าไป เราได้เห็นภาพของสาวชาวกระเหรี่ยงที่รักเสียงดนตรีกำลังเล่นกีต้าร์พร้อมร้องเพลงเป็นภาษาพื้นเมือง บนแผงหน้าร้านมีซีดีบันทึกเพลงของเธอวางจำหน่ายเป็นที่ระลึก แต่ไม่ใช่ว่าพวกเขาจะร้องได้แต่ภาษาพื้นเมืองเท่านั้น เพราะเท่าที่พวกเราได้ยิน สาวในหมู่บ้านร้องเพลงของลิเดีย หนุ่มชาวกระเหรี่ยงร้องเพลงของไอน้ำ ไม่เพียงเท่านี้ ชาวกระเหรี่ยงที่นี่ยังสามารถพูดภาษาอังกฤษได้อย่างชัดถ้อยชัดคำ สำเนียงดีกว่าพวกเราที่ร่ำเรียนมาตั้งแต่อนุบาลด้วยซ้ำไป คุณเปี๊ยกเล่าว่าที่นี่จะมีชาวต่างชาติมาสอนภาษาให้ ทำให้พวกเขาไม่เพียงแต่ได้ภาษาอังกฤษเท่านั้น บางคนอาจจะเป็นภาษาเยอรมัน หรือ ฝรั่งเศสก็มี พวกเราเดาเอาเองว่าคงเป็นพวกมิชชั่นนารีกระมังที่เข้ามาสอนให้

ResizeReveal092.jpg picture by jade_ornament

 ResizeReveal093.jpg picture by jade_ornament  

         ที่หมู่บ้านกระเหรี่ยงจะมีสินค้าพื้นเมืองของพวกเขาจำหน่าย ซึ่งส่วนมากมักจะเป็นเครื่องเงิน กระเป๋า เสื้อผ้า ที่ถักทอเป็นลายพื้นบ้าน พวกเราเห็นชายชาวต่างชาติคนหนึ่งให้สาวชาวกระเหรี่ยงม้วนเส้นทองเหลืองแบบเดียวกับที่สวมบนคอของพวกเธอแต่ขนาดเล็กกว่า มาขดเป็นวงให้พอดีที่จะเป็นแหวนให้กับเขา เธอสามารถขดม้วนเส้นทองเหลืองให้เป็นวงขดสปริงไม่มีบิดเบี้ยวได้อย่างง่ายดาย มันคงเป็นเรื่องง่ายสำหรับพวกเธอ เพราะแหวนมันวงเล็กนักหากเทียบกับวงทองเหลืองที่อยู่บนคอของพวกเธอ พวกเธอยังสามารถขดวงมันได้กลมขนาดนั้น ของฝากที่ตัวเองได้จากหมู่บ้านนี้ไม่ใช่เครื่องเงิน กระเป๋า หรือเสื้อผ้า แต่เป็นแป้งพม่าทานาคากระปุกละ 20 บาท สาวชาวกระเหรี่ยงที่นี่ก็นิยมก็ใช้กัน กับถั่วเน่าห่อละ 10 บาท ถั่วเน่าเป็นส่วนประกอบในการทำอาหารหลายอย่างของทางภาคเหนือ ซึ่งทั้งแป้งพม่าทานาคาและถั่วเน่า ไม่ได้เอามาใช้เองหรอกนะเพราะใช้ไม่เป็น แต่นำมาเป็นของฝากให้แม่บ้านชาวพม่าที่บริษัท เพราะคิดว่าเค้าต้องคิดถึงของกินของใช้บ้านเกิดตัวเองแน่นอน แล้วก็เป็นตามที่คิดเพราะเค้าดีใจมากที่ได้ของฝากที่เค้าหาซื้อไม่ได้เลยในกรุงเทพฯ เมืองฟ้าอมรแห่งนี้

            หนึ่งชั่วโมงให้หลัง พวกเราเดินทางกันต่อ โดยมุ่งตรงเข้าสู่ตัวเมืองจังหวัดแม่ฮ่องสอน เพื่อขึ้นไปชมความงามและนมัสการพระธาตุดอยกองมู ณ วัดพระธาตุดอยกองมูนั่นเอง เพราะตั้งอยู่บนยอดดอยกองมู ที่นี่จึงนับเป็นจุดชมวิวตัวเมืองที่สวยงาม อีกทั้งสามารถมองเห็นเทือกเขาถนนธงชัยด้วย

 

ResizeReveal097.jpg picture by jade_ornament

ResizeReveal095.jpg picture by jade_ornament 

            การสักการะพระธาตุแห่งนี้ จะบูชาด้วยพานที่บรรจุดอกไม้ ธูปเทียน และกิ่งไม้ ซึ่งจะมีฐานไม้รองรับอยู่ใต้พานอีกทีหนึ่ง ถือเครื่องบูชาเดินรอบองค์พระธาตุ 1 รอบแล้วนำไปวางไว้ที่หน้าพระพุทธรูปประจำวันเกิดของตน กราบไหว้ขอพรตามอัธยาศัย  อันที่จริงแล้วจำนวนรอบที่แน่นอนในการเดินรอบองค์พระธาตุยังเป็นที่กังขา เพราะคนจำหน่ายธูปเทียนบอกวน 3 รอบ บางคนบอกวนตามจำนวนวันเกิด แต่ตัวเองวนเพียงรอบเดียวตามเพื่อนที่นำเดินเพียงรอบเดียวเช่นกัน

ResizeReveal098.jpg picture by jade_ornament

            แล้วพวกเราก็เดินทางต่อไปยังวัดจองคำ และ วัดจองกลาง ที่มาของชื่อวัดจองคำก็เพราะว่าเสาวัดประดับด้วยทองคำเปลว ส่วนวัดจองกลางตั้งอยู่ติดกับวัดจองคำ ในวิหารมีแท่นบูชาตั้งพระพุทธสิหิงค์จำลอง ปิดทองเหลืองอร่ามไปทั้งองค์ ภายในวัดแห่งนี้พวกเราได้ข้อสงสัยกลับมาหนึ่งข้อนั่นก็คือ พวกเราพบกับรูปปั้นจำลองพระภิกษุรูปหนึ่งตั้งไว้กราบไหว้บูชาอยู่บริเวณด้านหน้าของวัด ท่านเงยหน้าเอียงขึ้นไปทางขวามือของท่านประหนึ่งว่ากำลังมองสิ่งใดอยู่ พวกเราพยายามก้มมองภายในศาลที่ท่านประดิษฐานอยู่ (หากใช้คำไม่ถูกต้องหรือไม่เหมาะสมต้องขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วย) ก็ไม่พบว่ามีอะไรพิเศษอยู่ที่มุมด้านใน แม้แต่ด้านนอกเราก็พยายามมองหากันว่าท่านมองไปทางพระเจดีย์ภายในวัดหรือไม่ ก็ไม่ใช่อีก แต่พวกเราก็ไม่ได้เข้าไปสอบถามพระรูปใดในวัด จึงเป็นปริศนาคาใจของพวกเรากลับมาจนถึงตอนนี้

ResizeReveal099.jpg picture by jade_ornament

   ResizeReveal100.jpg picture by jade_ornament   

          บ่ายสามโมงกว่าเห็นจะได้ คุณเปี๊ยกพาพวกเราไปยื่นบัตรประชาชนพร้อมเงินจำนวน 20 บาท ที่ศูนย์บริการนักท่องเที่ยวเพื่อขอใบประกาศนียบัตรที่แสดงว่าพวกเราได้เดินทางมาสู่ดินแดนสามหมอกแห่งนี้แล้ว อันที่จริงพวกเราเคยได้ยินว่าในใบประกาศจะต้องแสดงว่าข้าคือผู้พิชิต 1,864 โค้งของจังหวัดแม่ฮ่องสอนนี่นา แต่นี่ไม่เห็นมีเลย พวกเราสันนิษฐานว่าใบประกาศแบบที่ว่านั้นสงสัยจะให้เฉพาะคนขับรถหรือเปล่า แล้วถ้าเราไม่ได้เป็นคนขับรถแต่ยื่นใบขับขี่ให้ล่ะ บอกว่าก็เราขับรถมาเองจะได้ใบประกาศแบบนั้นมั้ย อันนี้เนื่องจากไม่ได้เป็นคนขึ้นไปขอใบประกาศเอง แต่ฝากบัตรประชาชนให้เพื่อนขึ้นไปเอาให้ เลยไม่ทันได้ซักถามเจ้าหน้าที่ เป็นอีกหนึ่งปริศนาของเรา ทำไมทริปนี้ช่างมีคำถามคาใจกลับมาเยอะเสียจริงนะ

           ก่อนเดินทางไปขอใบประกาศนียบัตร เพื่อนร่วมทริปของเราคนนึงได้ขู่ว่า ให้พาเค้าไปหาตู้เอทีเอ็มเดี๋ยวนี้ เพราะตั้งแต่มาที่นี่เค้าใช้เงินช็อปปิ้งจนหมดแล้ว ไม่งั้นจะไม่มีเงินจ่ายคืนค่าใช้จ่ายต่างๆ ทั้งที่ออกไปให้ก่อน และที่จะเกิดขึ้นตามมาจากนี้ พวกเราเลยต้องแวะตู้เอทีเอ็มให้เธอโดยด่วน เพราะเส้นทางจากนี้ก็จะออกนอกเมืองอีกแล้ว คงจะไม่มีตู้เอทีเอ็มให้เธออีก จนกว่าจะกลับเข้าสู่ตัวเมืองจังหวัดเชียงใหม่เลยทีเดียว ช่างเป็นคำขู่ที่น่ากลัวจริงๆ

           หลังจากได้รับใบประกาศนียบัตรกันถ้วนหน้าแล้ว ทุกคนก็หลับยาวกันบนรถ จนถึงที่พักคืนที่สามของเราในวันนี้ ที่อำเภอขุนยวม ชื่อว่า บ้านสวนแม่อูคอ ถึงก่อนทุ่งบัวตองดอยแม่อูคอประมาณครึ่งชั่วโมง ที่นี่มีน้ำตกแม่ยวมหลวงไหลผ่านด้านหลัง มีลำธารจากน้ำตกไหลผ่านลงมาถึงด้านหน้าของที่พัก ทำให้เราได้ยินเสียงน้ำตกไหลเย็นอยู่ตลอดเวลา บ้านที่เราพักกันนี้เป็นบ้านหลังเล็ก ราคาหลังละ 500 บาท สามารถพักได้ 2-3 คนต่อหลัง แต่พวกเราก็เหมือนเดิม แบ่งออกเป็น 2 กรุ๊ป พักสองหลัง หลังนึง 5 คน และอีกหลังนึง 4 คน สิ่งที่พวกเราดีใจมากกับทีพักแห่งนี้ นั่นก็คือ ที่นี่มีเครื่องทำน้ำอุ่นด้วย พวกเราอยากสระผมกันมากโดยเฉพาะคนที่มีผมยาว อึดอัดมากกับการไม่ได้สระผมเป็นเวลา 3 วันมาแล้ว ส่วนเพื่อนร่วมทางอีกคนหนึ่งดีใจมากที่ที่นี่มีปลั๊กไฟให้ เพราะแบตเตอรี่มือถือเธอหมด นั่นคงทำให้เธอไม่สามารถติอต่อกับสุดที่รักของเธอได้ และเนี่องจากทั้งทริปนี้เรามักจะต้องอยู่ในจุดอับสัญญาณโทรศัพท์เคลื่อนที่บ่อยครั้ง ทำให้เพื่อนร่วมทางที่มีแฟนมักหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดูเป็นระยะตลอดเวลา และอีกหลายคนที่เมื่อเห็นสัญญานโทรศัพท์ขึ้นเมื่อไหร่ จะต้องรีบโทรศัพท์เป็นอย่างแรกทันที

ResizeReveal101.jpg picture by jade_ornament  

          คุณรังสิต (โทร. (053) 691-044) ผู้ที่เราทำการติดต่อขอรับบริการบ้านพักของบ้านสวนแม่อูคอแห่งนี้ หลังจากได้ชี้แจงเกี่ยวกับสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ให้กับพวกเราเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ได้ขอให้คุณลุงผู้ดูแลบ้าน นำพวกเราเดินเท้าเข้าไปยังน้ำตกแม่ยวมทันที ก่อนที่ฟ้าจะมืดจนเกินไป เพราะพวกเรามาถึงที่นี่ก็ค่อนข้างเย็นแล้ว ราวๆ 17.30 น. เห็นจะได้ คุณลุงผู้ดูแลบอกกับพวกเราว่าน้ำตกอยู่ไม่ไกลนัก ห่างจากที่พักประมาณ 300 เมตร พวกเราเดินกันสักครู่ก็มาถึงน้ำตกแม่ยวมจนได้ คุณลุงพาพวกเราปีนป่ายขึ้นไปยังด้านบนของน้ำตกเพื่อจะได้ถ่ายภาพเก็บไว้เป็นที่ระลึก แต่น่าเสียดายที่พวกเรามาถึงฟ้าก็เริ่มมืดเสียแล้ว ทำให้ภาพที่ได้ไม่ชัดเจนเอาเสียเลย อยู่กันได้ไม่นานคุณลุงบอกว่าพวกเราคงถึงเวลาต้องกลับที่พักเสียทีก่อนที่ฟ้าจะมืดจนมองไม่เห็นทางกลับซะก่อน

          ระหว่างเดินทางกลับนั่นเอง พวกเราได้พบกับสิ่งมีชีวิตตัวน้อยที่สร้างความประทับใจให้คนเมืองอย่างพวกเราเป็นอย่างมาก หิ่งห้อยนั่นเอง พวกมันส่องแสงวิบวับบินไปมาอย่างช้าๆ ผ่านหน้าพวกเราไป แม้จะมีจำนวนไม่มากนัก แต่ก็ทำให้เราได้เห็นกันอย่างชัดเจน คุณลุงบอกว่าถ้าเป็นช่วงฤดูฝนที่นี่จะเต็มไปด้วยหิ่งห้อยส่องแสงกันเต็มไปหมด บางทีมีเยอะจนออกไปถึงบริเวณบ้านพักเลยทีเดียว พวกเรา 4 คน เดินรั้งท้ายเพลิดเพลินอยู่กับการมองดูความสวยงามของเหล่าสิ่งมีชีวิตตัวน้อยนี้ เผลอแป็บเดียวฟ้าก็มืดลงซะแล้ว พวกเราจึงรีบสาวเท้ายาวๆ กลับที่พักกันโดยเร็ว โดยไม่ลืมที่จะระมัดระวังสองข้างทางเดินที่ทั้งแคบและมืดเสียเหลือเกิน

           เมื่อกลับมาถึงบ้านพัก พวกเราเดินตรงไปยังโรงอาหารของที่นี่เพื่อรับประทานอาหารค่ำกันทันที มื้อนี้เป็นมื้ออาหารที่ถูกใจพวกเรามากที่สุดของทริปนี้เลย รสชาติอาหารฝีมือพ่อครัวแม่ครัวที่นี่ไม่เลวเลย ราคาก็ไม่แพงจนเกินไป เรียกว่าพวกเรากินกันจนพุงกาง และไม่ลืมที่จะสั่งข้าวต้มเครื่องไว้เป็นอาหารเช้าของวันพรุ่งนี้เสียด้วย จบมื้อค่ำของวันนี้ พวกเราก็แยกย้ายกันเข้านอนท่ามกลางอากาศที่เย็นยะเยือก และเสียงบรรเลงของสายน้ำธรรมชาติที่กล่อมพวกเราให้นอนหลับอย่างมีความสุข

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s