Thung Buatong Forest Park (Doi Mae U-Kho) – Tham Kaewkomol – Suan Sone Bo Kaew

Posted: December 7, 2006 in Uncategorized

วันอังคารที่ 28 พฤศจิกายน 2549

          เช้านี้พวกเราเริ่มต้นเดินทางสู่ทุ่งบัวตองดอยแม่อูคอราวๆ 07.30 น. ตลอดเส้นทางสู่ทุ่งบัวตองนี้ พวกเราเริ่มเห็นสัญญาณของทุ่งนี้อยู่ไม่ไกล เพราะสองริมฝั่งทางเต็มไปด้วยพุ่มของดอกบัวตองตลอดเส้นทาง จนกระทั่งไปถึงที่หมาย พวกเราได้พบกับภูเขาที่ถูกปกคลุมไปด้วยดอกบัวตองจนเหลืองอร่ามไปทั่ว คุณเปี๊ยกพาเราไปส่งที่ทางเดินขึ้นไปชมวิวบนยอดดอยแม่อูคอนี้ พวกเราใช้เวลานานในการเดินขึ้นไปบนยอดดอย ไม่ใช่ว่าเพราะเส้นทางสูงชันหรือหมดแรงเสียก่อน แต่เพราะความสวยงามของที่นี่ รั้งให้เราแอบอิงถ่ายภาพกับดอกบัวตองเป็นระยะๆ บนยอดดอยนั้น จำนวนมหาศาลของดอกบัวตองที่นี่ทำให้เราได้มองเห็นพวกมันสะท้อนต้องแสงแดดปกคลุมเป็นผืนกว้างทั่วทั้งภูเขา มองออกไปไกลๆ เราได้เห็นทะเลหมอกอีกครั้งทิ่ริมขอบฟ้าตรงหน้าเรา ที่นี่เราได้เจอกับนักท่องเที่ยวอีกกลุ่มหนึ่งที่พักในบ้านของลุงปาละด้วยเมื่อคืนก่อน ทักทายกันจึงรู้ว่าเมื่อคืนพวกเขาขึ้นไปพักบนอุทยานแห่งชาติน้ำตกแม่สุรินทร์ ที่ซึ่งพวกเขาได้รับความประทับจากความงามของธรรมชาติไม่แพ้กัน

ResizeReveal102.jpg picture by jade_ornament

 ResizeReveal104.jpg picture by jade_ornament

ResizeReveal105.jpg picture by jade_ornament

ResizeReveal106.jpg picture by jade_ornament

ResizeReveal107.jpg picture by jade_ornament

           พวกเราใช้เวลากับที่นี่ซักประมาณ 1 ชั่วโมงเห็นจะได้ คุณเปี๊ยกจึงพาเราลงจากดอยแล้วแวะซื้อของฝากอีกครั้งที่ตลาดริมทาง หลายคนได้ของฝากมากมายจากตลาดแห่งนี้ ส่วนใหญ่เห็นจะเป็นกระเป๋าสะพาย กระเป๋าใส่ของใบเล็ก รวมทั้งพวงกุญแจของฝากพื้นฐานจากสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ ส่วนตัวเองไม่ได้ซื้อของฝากอะไรจากตลาดนี้เลย นอกจากได้ไข่ปิ้ง 5 ใบ 20 บาท เลยซื้อมา 15 ใบ เพื่อกลับไปกินเป็นอาหารเช้าพร้อมกับข้าวต้มเครื่องที่สั่งเอาไว้ตั้งแต่เมื่อคืนแล้ว ข้าวต้มเครื่องร้อนๆ รสชาติดีไม่แพ้อาหารเย็นเมื่อวานนี้ กับกาแฟแก้วละ 15 บาทคนละแก้ว เสร็จจากอาหารเช้ามื้อนี้พวกเราก็ร่ำลาคุณรังสิตและคุณลุงผู้ดูแลบ้าน ทั้งสองท่านอวยพรให้พวกเราเดินทางโดยสวัสดิภาพปลอดภัย แล้วพวกเราก็ออกเดินทางไปยังวนอุทยานถ้ำแก้วโกมลทันที

   

          วนอุทยานถ้ำแก้วโกมล หรือ ถ้ำน้ำแข็ง เป็นอีกสถานที่ Unseen in Thailand ที่เราได้ไปสัมผัสในการเดินทางครั้งนี้ ถ้ำนี้ตั้งอยู่ใน อำเภอแม่ลาน้อย เป็นถ้ำผลึกแร่แคลไซต์ 1 ใน 3 ประเทศของโลก ได้แก่ ออสเตรเลีย จีน และไทย ลักษณะผนึกคล้ายเกล็ดน้ำแข็ง ภายในถ้ำแบ่งเป็น 5 ห้อง และเนื่องจากอากาศภายในถ้ำมีน้อยมาก เจ้าหน้าที่จะให้เข้าชมทีละ 10-15 คนต่อรอบๆ ละ 20 นาที โดยไม่แนะนำให้ผู้ที่เป็นโรคหัวใจเข้าไปภายในถ้ำเนื่องจากอาจขาดอากาศหายใจและเป็นอันตรายต่อชีวิตได้ ก่อนขึ้นไปชมความงามภายในถ้ำ พวกเราต้องซื้อบัตรเข้าชมที่จุดบริการด้านล่าง ค่าบริการเข้าชมคนละ 30 บาท กับค่ารถสองแถวขึ้นไปบนปากทางเข้าถ้ำอีก 20 บาท ที่นี่เพิ่งจะกำหนดระเบียบสำหรับนักท่องเที่ยวให้ปฏิบัติตามโดยเคร่งครัด นั่นก็คือ ไม่นำกล้องถ่ายรูป กล้องวีดีโอ กระเป๋าถือ ไม่สวมหมวก หรือสิ่งที่อาจจะทำลายเกล็ดผลึกภายในถ้ำได้ เจ้าหน้าที่นำชมภายในถ้ำได้ชี้ให้เห็นผลึกที่ถูกนักท่องเที่ยวใช้มือสัมผัส หรือแม้กระทั่งปลายหมวกและเส้นผมสัมผัสถูกเท่านั้น มันจะทำปฏิกิริยากับโปรตีนในเหงื่อจนกลายเป็นสีดำและฝ่อตัวลงในที่สุด อีกหลายๆ จุดที่ถูกแสงแฟลชเป็นเวลานานจนกระทั่งความแวววาวของมันลดน้อยลง ความงามของธรรมชาติอันเป็นเพียง 1 ใน 3 ของโลกได้มีอยู่ในเมืองไทยของเราแห่งนี้ อยากให้ทุกคนให้ความร่วมมือท่องเที่ยวในเชิงอนุรักษ์เพื่อทะนุถนอมสมบัติของเราไว้ให้คงอยู่ตลอดไป (ภาพประกอบภายในถ้ำแก้วโกมลนี้นำมาจากเว็บไซด์ www.ezytrip.com )

 

           โดยปกติแล้วหากเรามาที่นี่ในวันหยุดท่องเที่ยวแล้วล่ะก็ จะต้องรอคิวเข้าชมภายในถ้ำเป็นเวลาไม่ต่ำกว่าครึ่งชั่วโมงเลยทีเดียว แต่พวกเรามากันในวันอังคารจึงทำให้พวกเรารอกันไม่นานเท่าไร ก็ถึงคิวพวกเราเข้าไปชมความงามภายในถ้ำกันแล้ว  ภายในถ้ำแบ่งออกเป็น 5 ห้อง ซึ่งได้รับการพระราชทานนามแต่ละห้องจากสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถทั้งหมด ได้แก่ พระทัยธาร, วิมานเมฆ, เฉกหิมพานต์, ม่านผาแก้ว และเพริดแพร้วมณีบุปผา เรียงตามลำดับ รวมถึงชื่อถ้ำแก้วโกมลก็เป็นนามพระราชทานเช่นเดียวกัน แต่เดิมทีชื่อว่าถ้ำแม่ลาน้อย หลังจากได้เข้าไปภายในถ้ำจึงยิ่งเข้าใจว่าทำไมถึงไม่แนะนำให้ผู้ป่วยเป็นโรคหัวใจเข้าชมภายในถ้ำ เนื่องจากปริมาณอากาศที่เบาบางทำให้พวกเราเกิดอาการเหนื่อยหอบในตอนขากลับออกจากถ้ำทั้งที่ระยะทางไม่ได้ไกลเท่าไรเลย  และยิ่งเข้าใจมากขึ้นถึงเจตนาของเจ้าหน้าที่ที่พยายามจะรักษาความสวยงามของผลึกแร่เหล่านี้เอาไว้ให้คงอยู่ เมื่อพวกเราได้สัมผัสกับความงามที่หาดูไม่ได้ง่ายๆ จากถ้ำที่มีอยู่ดาษดื่นทั่วไป เจ้าหน้าที่นำทางยังบอกอีกว่า ผลึกแร่เหล่านี้สามารถนำไปทำเลนส์ได้อย่างมีคุณภาพดีเยี่ยม แต่สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงโปรดให้ถนอมรักษาเอาไว้เป็นทรัพย์สมบัติของชาติ เพื่อการท่องเที่ยวและการศึกษาต่อไป

ResizeReveal109.jpg picture by jade_ornament 

           บ่ายสองโมงกว่าพวกเราก็มาถึงสถานีทดลองปลูกพันธุ์ไม้บ่อแก้ว หรือที่รู้จักกันว่า สวนสนบ่อแก้ว นั่นเอง พวกเรายังไม่ได้รับประทานอาหารเที่ยงกันเลย จึงหวังว่าที่นี่จะมีร้านอาหารให้พวกเราได้อิ่มท้อง แต่เปล่าเลย ที่นี่ว่างเปล่า มีเพียงป่าสน มองไปทางใดก็มีแต่ต้นสนจำนวนมากเรียงรายกันเป็นทิวแถว ไม่มีอะไรที่เราจะใส่รองท้องอันโหยหิวของพวกเราได้เลย แต่ถึงอย่างนั้น แม้ทีแรกจะโมโหหิวอยู่บ้างจนไม่คิดอยากถ่ายรูปกับต้นไม้สูงเสียดฟ้าเหล่านี้นักหรอก แต่พอได้ลงไปถ่ายรูปซักภาพสองภาพ ก็กลายเป็นว่าพวกเราลงไปกลิ้งเกลื้องถ่ายรูปกันสนุกสนานอยู่ครู่ใหญ่เลย คุณเปี๊ยกคงรู้สึกใจชื้นขึ้นบ้างเมื่อได้เห็นพวกเราร่าเริงกับการถ่ายรูปสวยๆ แทนหน้าตาบูดบึ้งและคำบ่นหาอาหารกินไม่ได้เลยเมื่อครั้งแรกที่ก้าวเท้าลงจากรถของคุณเปี๊ยก

ResizeReveal110.jpg picture by jade_ornament

ResizeReveal111.jpg picture by jade_ornament 

           เนื่องจากเวลาที่เหลือน้อยเต็มทีสำหรับพวกเราที่จะต้องมุ่งหน้าเข้าสู่ตัวเมืองเชียงใหม่ เพื่อไม่ให้ตกเครื่องกลับกรุงเทพฯ ในเย็นวันนี้ พวกเราจึงได้เพียงแวะทานอาหารเที่ยง ตอนบ่ายสามโมงกว่า ที่อุทยานแห่งชาติออบหลวง แต่พวกเราก็ไม่พลาดที่จะขอถ่ายภาพคู่กับป้ายอุทยานฯ เป็นที่ระลึกซักหน่อย เสร็จจากมื้อเที่ยงในยามบ่ายแก่ๆ ของเรามื้อนี้ คุณเปี๊ยกก็พาพวกเราเข้าสู่ตัวเมืองเชียงใหม่โดยไม่รอช้า และไม่ลืมที่จะแวะเติมน้ำมันเต็มถังให้คุณเปี๊ยกอีกครั้งหนึ่ง ราคา 1,300 บาท

ResizeReveal112.jpg picture by jade_ornament  

           แต่ก่อนที่จะถึงท่าอากาศยานเชียงใหม่ พวกเราได้ขอให้คุณเปี๊ยกพาพวกเราแวะซื้อของฝากกันที่ กาดต้นพยอม ในตัวเมืองเชียงใหม่ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากท่าอากาศยานเชียงใหม่มากนัก แต่ด้วยความที่จราจรค่อนข้างติดขัด ทำให้คุณเปี๊ยกเป็นกังวลว่าจะพาพวกเราไปส่งขึ้นเครื่องไม่ทัน จึงกำหนดเวลาให้พวกเราได้เดินเลือกซื้อของครึ่งชั่วโมง เมื่อทุกคนพร้อมหน้ากันเวลา 18.30 น. คุณเปี๊ยกรีบบึ่งรถไปยังท่าอากาศยานเชียงใหม่ทันที จากนั้นพวกเราขอบคุณสำหรับการบริการที่แสนดีของคุณเปี๊ยก อวยพรและร่ำลากันเรียบร้อย ก็เข้าไปเช็คอินกัน พวกเราใช้บริการของสายการบิน Orient Thai เที่ยวบิน OX129 ที่นั่งละ 1,700 บาทถ้วน กำหนดเดิมเครื่องต้องออกเวลา 20:10 น. แต่เกิดอาการดีเลย์ไปครึ่งชั่วโมง ทำให้พวกเรากลับถึงท่าอากาศยานสุวรรณภูมิเวลาประมาณ 21.50 น. แล้วก็ต้องใช้เวลาในการรอรับกระเป๋าอีกเกือบ 1 ชั่วโมง และใช้เวลาต่อคิวเพื่อรอใช้บริการรถแท็กซี่จากภายในสนามบินอีกราวๆ 10 นาที อัตราค่าบริการของแท็กซี่ภายในนี้จะเริ่มต้นชาร์ตที่ 50 บาท และตามด้วยอัตรามิเตอร์ปกติ คุณคนขับรถแท็กซี่เตือนพวกเราว่าอย่าได้หลงไปขึ้นรถแท็กซี่ที่จอดอยู่แล้วโบกมือไหวๆ ให้พวกเราเข้าไปหาเชียว พวกนี้แอบซิกแซกไม่ได้ลงทะเบียนก่อนเข้ามารับผู้โดยสาร แล้วโขกค่าบริการกับผู้โดยสารที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่ซะ เสียชื่อประเทศชาติเสียจริง ทั้งที่พวกเขาเปรียบเสมือนประตูบานแรกของประเทศไทยที่นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติต้องได้พบก่อนเข้ามาชื่นชมกับความงดงามของทรัพยากรธรรมชาติ และวัฒนธรรมของบ้านเรา

 แล้วการเดินทางของพวกเราสำหรับทริปเชียงใหม่ (งานพืชสวนโลก) แม่ฮ่องสอน เป็นเวลา 4 วัน 3 คืน ก็สิ้นสุดลงเพียงเท่านี้ กลับมาสู่เมืองหลวง ที่ซึ่งเต็มไปด้วยแสงสี เทคโนโลยี ความเจริญก้าวหน้าที่พาให้เวลาของพวกเราในที่แห่งนี้ช่างหมุนไปอย่างรวดเร็วเสียจริงๆ

Comments
  1. Intira says:

    มาลงชื่อประกวดนางสาวไทยคนแรกจ้า…
    แป่ว … ผิดงาน
    เพิ่งอ่านวันนี้วันแรก เดี๋ยวกลับไปอ่านวันอื่นต่อน้า ว่าแต่ทำไมรูปไม่โชว์อ่ะ เอารูปสวยๆของเพื่อนๆมาโชว์ดิ๊ เผื่อจะได้ขายออกกันซักที 555

  2. Alek says:

    ทริปที่รอคอยเหมือนกันค่ะ กำลงจะไปปาย 25/1/07
     
    เสียดายจังค่ะ หลายรูป ภาพไม่แสดง
     
    ภาพสวยค่ะ

  3. mae says:

    จะดูรูปเพื่อนร่วมทริปด้วยอ่ะ

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s