[1 of 5] “Trip in USA” : New York – New Jersey – Virginia – Washington DC

Posted: November 8, 2007 in Uncategorized

 

เกือบจะครบ 1 ปี! อยู่แล้ว ทริป USA ครั้งนี้ …เลยรีบยกมารีวิวกันแบบเร่งด่วนเพราะ the new trip is coming soon!

 

พอมีเวลาว่างมั้ย ผมจะให้ไปประชุมและรับการ Product Training เป็นเวลา 6 วัน ที่ USA” คำถามสั้นๆ ของเจ้านาย อันเป็นที่มาของ Business trip & traveling แบบไม่ทันตั้งตัวครั้งนี้

 

หลังจากรีบเร่งขอวีซ่าแบบปัจจุบันทันด่วน ก็เตรียมหาหนทางติดต่อกลับเมืองไทยแบบประหยัดที่สุด ลงท้ายก็เลือกบริการ “1 cent โทรทั่วไทย: กรุงเทพฯ, ต่างจังหวัด, มือถือ ของ THAICALLER โดยเลือกซื้อราคา $10 กะว่าถ้าเหลือก็ทิ้งไว้ให้เพื่อนที่ USA นั่นแหละ

P1-001_resize.jpg picture by jade_ornament 

เวลา 00:05 น. ของคืนวันที่ 23-03-50 เที่ยวบิน TG 0790 ก็ Take off ออกจากสนามบินสุวรรณภูมิ เพื่อมุ่งหน้าสู่สนามบิน John F Kennedy ประเทศสหรัฐอเมริกา ด้วยระยะเวลาการเดินทาง 16 ชั่วโมง 55 นาที แบบ Non-Stop

 

เมื่อก้าวเท้าเข้าสู่บริเวณโถงผู้โดยสารขาออกระหว่างประเทศของสนามบินสุวรรณภูมิ ก็ได้พบกับประติมากรรมไทยอันโดดเด่น ชื่อว่า เทวตำนานการกวนเกษียรสมุทร” (Scene of the Churning of the Milk Ocean) ซึ่งพิธีกวนเกษียรสมุทรนี้ เป็นพิธีทำให้ได้มาซึ่ง น้ำอมฤตดื่มเพื่อความเป็นอมตะ

 

เห็นมาหลายหนละ ยังไม่เคยถ่ายรูปกลับมาซักที ครั้งนี้เอาซะหน่อย

P1-002_resize.jpg picture by jade_ornament

 

สรุปโดยย่อเกี่ยวกับ การประกอบพิธีฯ นั้น.. เหล่าเทวดาจะต้องไปถอนเอาภูเขามันทรคีรี มาปักเป็นหลักอยู่กลางทะเลน้ำนม ที่ตั้งอยู่ ณ ไวกูณฑ์สวรรค์ เพื่อเป็นดั่งไม้กวน และทำการผสมสมุนไพรนานาชนิดลงในเกษียรสมุทร จากนั้นต้องขอให้พญานาควาสุกรี มาขดพันรอบภูเขามันทรคีรีต่างสายชักโยง เพื่อใช้ดึงไปดึงมาจนกว่าน้ำอมฤตจะผุดขึ้นมาจึงจะสำเร็จ

 

แต่ลำพังเพียงเหล่าเทวดามิอาจกวนเกษียรสมุทรได้โดยง่าย จึงออกอุบายล่อหลอกให้เหล่ายักษ์ พักการสู้รบระหว่างหมู่เทวดาและยักษ์ไว้ชั่วคราว เพื่อร่วมกันกวนเกษียรสมุทรแล้วจะปันน้ำอมฤตให้ อีกทั้งยังออกอุบายว่าผู้แข็งแกร่งที่สุดในสามโลกจะต้องเป็นผู้ชักทางด้านเศียรพญานาค ทำให้เหล่ายักษ์หลงกลตกลงชักด้านเศียรพญานาควาสุกรีทันที ครั้นเมื่อพญานาควาสุกรี ถูกชักดึงเสียดสีกับภูเขามันทรคีรีเป็นเวลานาน จึงคายพิษเป็นไฟกรดออกมารดเหล่ายักษ์พาให้อ่อนระโหยโรยแรงไปตามๆ กัน

 

ท้ายที่สุดแล้ว เมื่อได้น้ำอมฤตมา เหล่าเทวดากลับใช้เล่ห์ได้ดื่มน้ำอมฤตแต่เพียงฝ่ายเดียว และขับไล่เหล่ายักษ์ออกจากสรวงสวรรค์ไป

P1-003_resize.jpg picture by jade_ornament

 

มาถึงด่านตรวจสัมภาระ ดันสะเพร่าไม่ได้เก็บลิปกลอสใส่ถุง Zip-Lock โดนเลย ลิปกลอส L’OREAL ขนาด 15 ml.” ถูกยึดไปอย่างไม่ไยดี เพิ่งซื้อมาใหม่เอี่ยม สงสัยจะกลัวเอาขึ้นไปทำระเบิดลิปกลอส… ก็ยังคงแปลกใจประสาคนไม่รู้จริงๆ เลยว่า ถ้าคนเอาของเหลวบรรจุถุงซิปถือขึ้นเครื่องแล้ว สุดท้ายก็เปิดถุงซิปเอาของออกมาใช้บนเครืองได้อยู่ดี แล้วมันจะป้องกันตรงไหน… ถ้าอย่างนั้นผู้ก่อการร้ายก็แค่แยกส่วนประกอบเป็นขวดย่อยบรรจุใส่ถุงซิปถือขึ้นเครื่อง ไปนั่งผสมระเบิดบนเครื่องเลยก็ได้เหมือนกัน (หรือเปล่าคะ?)

 

และแล้วช่วงเวลาแห่งความหฤโหด 16 ชั่วโมง 55 นาที ก็มาถึง ไม่อยากจะนึกถึงบั้นท้ายที่น่าสงสารว่าจะเมื่อยล้าแค่ไหน ยังดีที่ “Airbus A340-500” นี้เป็นที่นั่งแบบ “Interactive TV-Audio-Video on demand” มีโปรแกรม Entertainment ให้เลือกหลากหลาย ได้แก่ International TV Channels, Movie Films, International Songs, Games ซึ่งมีทั้ง Single player และ Multi-player รวมทั้งมีข้อมูลการบินรายงานให้ทราบโดยตลอด ซึ่งสามารถสั่งปรับเปลี่ยนรายการได้จากรีโมตคอนโทรล หรือ touch screen ก็ได้ แต่นางฟ้าคนสวยแนะนำว่าให้ใช้คำสั่งจากรีโมตฯ จะดีกว่า Entertainment เยอะอย่างนี้ เลยพอช่วยให้ลืมเรื่องบั้นท้ายเมื่อยๆ ไปได้บ้างบางจังหวะ

P1-004_resize.jpg picture by jade_ornament

 

เช้าวันที่ 24-03-50 เวลาท้องถิ่น 06:00 น. ตามเวลาของ New York City เมื่อมาถึงสนามบิน JFK ทันทีที่ได้รับกระเป๋าสัมภาระ โธ่! อะไรนักหนา พวงกุญแจตุ๊กตาหมีสีขาวแสนน่ารักที่พาติดตัวไปด้วยทุกประเทศ มาอันตรธานหายไปซะแล้ว ไม่รู้ว่าหายตั้งแต่โหลดกระเป๋าที่สุวรรณภูมิหรือมาหายที่ JFK แต่มันหายไปแล้ว! พวงกุญแจก็ยังเอา เอ้า! เอาเข้าไป!

 

ที่ประตูทางออกมีไกด์มารอรับพวกเราอยู่ Mr. Sin ผู้จะมาเป็นพลขับให้พวกเราวันนี้ ถูกจ้างมาโดยบริษัทที่เราจะมารับการเทรนนิ่ง เป็นชาวจีนที่มาประกอบอาชีพ NY City Tour มาหลายปีแล้ว ซึ่งใน NY นี้ มีชาวจีนและชาวญี่ปุ่น จำนวนไม่น้อยที่มาตั้งรกราก และดำรงชีพด้วยอาชีพ City Tour ใน NY แต่ปัญหาสำคัญของทัวร์ลักษณะนี้ก็คือ การสื่อสารนั่นเอง ไกด์เหล่านี้โดยมากแม้จะอาศัยใน NY มานานมากแล้ว แต่ก็ไม่สามารถสื่อสารภาษาอังกฤษได้ดีเท่าที่ควร… ก็นั่นไงล่ะ แล้วทีนี้ พวกเราจะสื่อสารกันยังไงล่ะเนี่ย! เราก็ใช่ว่าจะเก่งภาษามากมายนัก คืนครูบาอาจารย์ไปหมดแล้ว ว่าแล้วพวกเราเลยต้องสื่อสารกันแบบขลุกขลักน่าดู บางทีเค้าก็โทรหาภรรยาให้ช่วยฟังพวกเราทีว่าต้องการอะไร เป็นการเดินทางที่ขำขำดีเหมือนกัน  

 

(รูปครอบครัว Mr. Sin แขวนไว้กระจกส่องหลัง แกว่งไกวไปมา เลยได้ภาพมามัวๆ อย่างนี้แหละ)

P1-005_resize.jpg picture by jade_ornament

 

ที่นี่รถติดไม่ใช่น้อยเลย เพื่อนร่วมทางคิดอะไรอยู่ไม่รู้ล่ะ แต่ตัวเองคิดว่าอยากลงไปยืนนอกรถมากๆ เพราะนั่งบนเครื่องมานานเกินพอแล้ว เมื่อยบั้นท้ายน้อยๆ นี่เสียเหลือเกิน

 

มาถึงด่านชำระค่าธรรมเนียม Superhighway รถยิ่งติดหนักเข้าไปใหญ่ ขบวนรถติดยาวเป็นหางว่าว แต่ยังไงซะก็ถือว่าแค่ระดับอนุบาลถ้าเทียบกับการจราจรในบ้านเราแล้ว ครั้งหนึ่งได้เคยต้อนรับคู่ค้าชาวอเมริกันเมื่อคราวมาเยือนประเทศไทย ต้องผจญกับสภาพรถติด 4 ชั่วโมงเต็มจากถนนรัชดามุ่งหน้าสุขุมวิท ถึงกับออกปากว่า เดินทางมาก็ทั่วโลกแล้วยังไม่เคยเจอการจราจรที่ไหนน่ากลัวเท่ากรุงเทพฯ ขอยกให้กรุงเทพฯ ครองตำแหน่ง World Class Traffic Jam ไปเลย

P1-006_resize.jpg picture by jade_ornament

วันนี้พวกเรายังไม่เริ่มต้นทำงานกัน แต่จะเป็นการ Tour in NYC ซะก่อน ออกทัวร์กันในสภาพที่นาฬิกาชีวภาพในร่างกาย (Biological Clock หรือ Body Clock) แต่ละคนยังรวนเรนี่แหละ แต่อันที่จริงขาบินมานี้ ยังไม่ได้รับผลกระทบจาก Jet lag มากนัก เพราะออกเดินทางตอนเวลาเที่ยงคืน ระหว่างบนเครื่องจึงได้หลับกันพอสมควร และเมื่อมาถึงที่นี่ แม้จะเป็นเวลา 06:00 น. ของที่นี่ แต่มันก็เท่ากับเวลาประมาณ 17:00 น. ของเมืองไทย อาการ Jet lag เลยยังไม่แสดงออกในตอนนี้

 

เกาะ Manhattan ถูกแบ่งออกเป็น

          Downtown คือ ส่วนที่อยู่ด้านล่างของเกาะ,

          Midtown คือ ส่วนที่อยู่ส่วนกลางของเกาะ,

          Uptown คือ ส่วนที่อยู่ด้านบนของเกาะ

          East Side คือ ส่วนที่อยู่ฝั่งติดกับ Long Island

          West Side คือ ส่วนที่อยูฝั่งติดกับ Hudson River

 

ถนนส่วนที่ขนานไปตามแนวยาวของเกาะ เรียกว่า Avenue

ถนนส่วนที่ตัดขวางเกาะ เรียกว่า Street

 

(หมายเหตุ: ต้องขออภัยอย่างสูงสำหรับแหล่งที่มาของแผนที่นี้ จำไม่ได้จริงๆ ว่า save มาจากเว็บไซด์ไหน)

P1-007_resize.jpg picture by jade_ornament

ประติมากรรม ขงจื๊อ ที่ตั้งอยู่หัวมุมถนนอะไรซักแห่ง คงจะเป็นแถบๆ China Town เป็นรูปแรกที่ถ่ายไว้เมื่อเริ่มเข้าสู่ตัวเมือง NYC

P1-008_resize.jpg picture by jade_ornament

South Street Seaport Museum รถแล่นผ่านไปเฉยๆ ไม่ได้แวะลงเดิน

P1-009_resize.jpg picture by jade_ornament

รถบัสของที่นี่ถึงจะเก่าแต่ก็ยังดูสวยดี เห็นแล้วนึกถึงรถของเล่นสังกะสีตอนเด็กๆ

P1-010_resize.jpg picture by jade_ornament 

 จุดแรกที่ Mr. Sin หย่อนพวกเราลง คือ Church Street

P1-011_resize.jpg picture by jade_ornament

พวกเราเดินเท้าไปยังที่ตั้งของหมู่ตึก World Trade Center ซึ่งหลังจากเหตุการณ์ 9/11 ความทรงจำอันเลวร้ายของมวลมนุษย์ ที่ ณ วันนี้กลายเป็น World Trade Center in Memorial ไปซะแล้ว ก็เหลือเพียงอนุสรณ์ที่ปัจจุบันรู้จักกันในนาม “Ground Zero” เป็นชื่อเรียกแทนพื้นที่อันว่างเปล่าซึ่งแต่เดิมเคยเป็นที่ตั้งของ WTC 1 และ WTC 2

P1-012_resize.jpg picture by jade_ornament

สถานีรถไฟใต้ดิน World Trade Center ตั้งอยู่ด้านหน้าของ Ground Zero เลย ซึ่งในวันที่พวกเราไปเยือนนั้น พื้นที่บริเวณนี้กำลังมีการก่อสร้างกันอยู่ คาดว่าคงจะเป็นการก่อสร้างรากฐานของ Freedom Tower ที่จะมาผงาดแทนที่ตึก WTC1 และ WTC2 นั่นเอง

P1-013_resize.jpg picture by jade_ornament 

รูปปั้นที่ทำจาก Bronze ตั้งอยู่ฝั่งตรงกันข้ามกับ Ground Zero ก็ไม่รู้ว่าผู้ชายคนนี้กำลังนั่งทำอะไรอยู่นะ?

P1-014_resize.jpg picture by jade_ornament 

 

เดินไปเรื่อยจนถึง Wall Street ถนนชื่อดังของ NYC อีกทั้งเป็นที่ตั้งของ “New York Stock Exchange” ตลาดหุ้นอันเลื่องชื่อของโลก… สัญลักษณ์ของ Wall Street คือ Bronze Charging Bull น้ำหนัก 7,000 pound ตัวนี้ สาเหตุที่ใช้สัญลักษณ์วัวกระทิง เนื่องจากเวลาที่หุ้นขึ้น คนในตลาดหุ้นจะร้องว่า "BULL" เป็นการโห่ร้องแสดงความยินดี [ข้อมูลเพิ่มเติม: Arturo DiModica’s 7,000-pound bronze Charging Bull, a reference to the bulls (optimists) and bears (pessimists) at the stock market.]

 

นอกจากนี้ยังมีความเชื่อว่าการสัมผัสส่วนต่างๆ ของวัวกระทิงจะทำให้มีโชคในแบบต่างๆ ด้วย แต่อันนี้เพิ่งมาทราบหลังจากกลับมาแล้ว เลยไม่ได้สัมผัสเจ้าวัวตัวนี้จริงจังเลย.. และได้ยินว่ามีการจำหน่ายโมเดลของวัวกระทิงนี้ ให้นำมาตั้งหันหน้าออกหน้าประตู เพื่อเป็นการปะทะให้โชคร้ายไม่เข้ามาถึงตัวด้วยนะ

P1-015_resize.jpg picture by jade_ornament 

เดินงมทางกันไปเรื่อย จนถึงแยก Broadway St. ตัดกับ Morris St.

P1-016_resize.jpg picture by jade_ornament

บนพื้นฟุตบาธมีการบันทึกเหตุการณ์สำคัญไว้เป็นระยะตลอดแนว

P1-017_resize.jpg picture by jade_ornament

ป้ายห้ามรถของเค้าน่ารักดีจังแฮะ

P1-018_resize.jpg picture by jade_ornament

รถสุนัขตำรวจ (Canine Team)

P1-019_resize.jpg picture by jade_ornament

Mr. Sin ได้พาพวกเราแวะจอดรถเพื่อทานอาหารใน China Town กันก่อน น่าเสียดายว่าเวลานี้มันเช้าเกินไปสำหรับ China Town เลยเงียบกริบ ไม่มีผู้คนและสีสันอะไรเลย

 

เครื่องหยอดเหรียญเพื่อเป็นค่าที่จอดรถริมทาง ต้องใช้เหรียญ Quarter เท่านั้น ซึ่ง 1 Quarter จอดได้ 15 นาที และสำหรับเครื่อง ณ จุดนี้ จำกัดสูงสุดจอดได้นาน 1 ชั่วโมงเท่านั้น ถ้าเมืองไทยเราใช้ที่หยอดเหรียญเพื่อจอดรถริมทางในเวลาจำกัดอย่างนี้บ้าง ไม่รู้จะเป็นยังไงนะ

 

นี่เป็นคำตอบสำหรับบางคนที่อาจจะกำลังตั้งข้อสงสัยว่า แล้วไกด์ของเราหายไปไหน ทำไมถึงปล่อยให้พวกเรามาเดินดุ่ยๆ กันเองตามลำพัง สาเหตุก็เนื่องมาจากการขับรถใน Manhattan นี้เป็นเรื่องที่ไม่สะดวกอย่างสุดซึ้ง เพราะหาที่จอดรถแสนลำบาก และมีข้อจำกัดเรื่องระยะเวลาในการจอดรถริมทาง และกฎจราจรของที่นี่เข้มงวดมาก หากจอดรถผิดที่ผิดทางเข้า รถก็จะถูกลาก และค่าปรับจะเริ่มต้นที่ $100 (ถ้าจำไม่ผิด) ส่วนบริการที่จอดรถใจกลางเมืองราคาเข้าขั้นสาหัส บางแห่งอาจจะเริ่มต้นที่ $10 / 30 minutes ฉะนั้นถ้าใครมีโอกาสได้เดินทางไปท่องเที่ยวใน Manhattan แล้วล่ะก็ ขอแนะนำให้ใช้บริการ Subway หรือ Bus จะดีกว่า

 

นอกจากพวกเราจะเจอกับปัญหาเรื่องหาที่จอดรถแสนยากลำบากแล้ว ยังทำให้มีเวลาจำกัดในการเที่ยวชม และถ่ายรูปอีกด้วย เป็น City Tour ที่เรียกได้ว่า ทัวร์ชะโงกสุดฤทธิ์ เพราะแต่ละจุด มีเวลาให้เราแค่ 20 – 30 นาที แค่เดินไปเดินกลับก็หมดเวลาแล้ว อย่าว่าแต่ถ่ายรูปเลย เพราะไม่มีเวลาให้เล็งมุมกล้องอะไรทั้งนั้น

 

* เหรียญ 25 cents เรียกว่า 1 Quarter

* เหรียญ 10 cents เรียกว่า 1 Dime

P1-020_resize.jpg picture by jade_ornament

 

จากนั้น Mr. Sin ได้ขับรถพาเรามาส่งยังถนน West 34th St. เพื่อให้เราได้ขึ้นไปชมวิวทิวทัศน์ของนิวยอร์คจากบนยอดตึกที่สูงที่สุดใน NYC นั่นก็คือ Empire State Tower ด้วยความสูง 375 เมตร และลึกลงไปใต้ดินจากระดับถนนอีก 10 เมตร บนยอดสุดมีโดมสูงขึ้นไปอีก 60 เมตร แบ่งเป็น 102 ชั้น เริ่มสร้างเมื่อ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2472 (ค.ศ.1929) สร้างเสร็จเมื่อ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2480 (ค.ศ. 1937)

 

ซึ่งแต่เดิม Empire State Tower เคยเป็นตึกที่สูงอันดับสองรองจากตึก WTC แต่หลังจากเหตุการณ์ 9/11 ทำให้ Empire State Tower กลับมาครองตำแหน่งตึกที่สูงที่สุดใน NYC อีกครั้ง

P1-021_resize.jpg picture by jade_ornament

 

แต่แล้ว! โธ่! เพราะจำนวนคนรอคิวเพื่อขึ้นชมวิวบน Empire State Tower นั้นมีจำนวนมากมายมหาศาล คิวยาวจนล้นวนออกไปรอบ Empire State Tower นี้เลย คาดว่าคงใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 2 ชั่วโมงจึงจะได้ขึ้นชมวิวเป็นแน่ แต่เนื่องจากพวกเรามีเวลาจำกัดอย่างที่บอกไว้ และเพราะจากนี้เรายังมีโปรแกรม Sight-seeing NY Water Taxi Tour ต่อด้วยการเดินทางไปเข้าพักที่โรงแรมใน New Jersey ทำให้เราพลาดโอกาสในการขึ้นชมวิวจากยอด Empire State Tower อย่างน่าเสียดายเป็นที่สุด… มีโอกาสไปกันบ่อยๆ ที่ไหนอ่ะ USA เนี่ย โฮ โฮ โฮ

 

ส่วนสาเหตุที่ต้องเดินทางไปพักโรงแรมใน NJ ก็เพราะราคาห้องพักถูกกว่าโรงแรมใน NY นั่นเอง

P1-022_resize.jpg picture by jade_ornament

ได้แต่ถ่ายรูปด้านหน้าตึก อาลัยอาวรณ์ก่อนจากลา

P1-023_resize.jpg picture by jade_ornament

ฝั่งตรงข้าม Empire State Tower มีร้านจำหน่าย Post Card รูป Empire State Tower ราคา 92 cent / 8 pcs.

P1-024_resize.jpg picture by jade_ornament

รถบัสสำหรับ Sight-seeing tour ที่ให้บริการเที่ยวชมสถานที่สำคัญๆ ทั่วเกาะ Manhattan ค่าบริการคนละ $25 แต่พวกเราไม่ได้ใช้บริการ เพราะมี Mr. Sin คอยพาพวกเรา Tour อยู่แล้ว แต่ที่จริงอยากจะนั่ง Sight-seeing touring bus มากกว่านี่นา

P1-025_resize.jpg picture by jade_ornament 

 

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s