“Singapore” ย่ำเท้าไปในดินแดนสิงหปุระ (Jurong-Orchard-Mustafa)

Posted: March 18, 2008 in Travel
วันที่ 17 พฤศจิกายน 2550

เมื่อคืนตอนแวะ 7-eleven เพื่อซื้อ International Phone Card พวกเราได้ซื้ออาหารเช้าเตรียมไว้สำหรับเช้านี้ด้วย เพื่อจะได้ไม่ต้องออกไปเดินหาอาหารเช้าให้เสียเวลา เมนูอาหารเช้านี้ก็คือ Tomato Tuna Pie โปรโมชั่นซื้อ 2 ชิ้นในราคา SG$2.00 กับ DL Belgium Chocolate Drinks x 2 กระป๋อง กระป๋องละ SG$1.00 และน้ำแร่ขนาด 1.5 ลิตร ขวดละ SG$2.40

พร้อมแล้วก็เริ่มต้นออกเดินทางจากสถานี Dhoby Ghaut เช่นเคย แล้วไปเปลี่ยนขึ้นสาย East West Line เพื่อลงยังปลายทาง Boon Lay Station เมื่อออกมาจากสถานีก็จะพบกับ Boon Lay Bus Interchange ซึ่งเป็นสถานี Bus Interchange ขนาดใหญ่ที่สุดที่บริหารจัดการโดย SBS Transit Limited ซึ่งระบบการจัดการของที่นี่เป็นระเบียบเรียบร้อยดีมากๆ มี Queuing Line ให้ผู้โดยสารเรียงแถวขึ้นรถตามแต่ละสาย โดยมีป้ายบอกสายรถและจุดจอดรถแต่ละสายแจ้งให้เห็นอย่างชัดเจน ถ้าบ้านเราเป็นระบบระเบียบได้ซักครึ่งหนึ่งของเค้าบ้างก็คงจะดี

 
82resize.jpg picture by jade_ornament
 
กรณีพวกเราต้องการไป Jurong Bird Park ก็ตรงไปเข้าคิวได้ที่ป้ายรถ SBS สีแดง หมายเลข 194 เห็นชัดกันขนาดนี้ รับรองไม่ผิดสายแน่ๆ ล่ะ
 
83resize.jpg picture by jade_ornament
 
ระหว่างรอรถ เห็นอะไรคุ้นตาแว่บๆ ผ่านมา… อ๋อ!! ที่แท้ก็โฆษณา Amazing Thailand ที่ Wrap อยู่บนรถ SBS นี่เอง แหม เห็นแล้วรู้สึกดีจัง หวังว่าจะช่วยสร้างความสนใจให้นักท่องเที่ยวต่างชาติอยากจะมาเที่ยวสยามเมืองยิ้มของเราบ้างนะ
 
84resize.jpg picture by jade_ornament
 
นั่งมาซักพัก เพื่อนสาวทำหน้างงๆ หันมาถามว่า “เธอรู้เหรอว่าลงป้ายไหน?” โธ่นึกว่าอะไร ตอบทันทีเลยว่า “ไม่รู้หรอก” ก็แหม! เรื่องแค่นี้ไม่ยากเกินความสามารถคนอยากจะเที่ยวหรอกนิ เพราะมองไปรอบๆ ตัวสิ มีนักท่องเที่ยวนานาชาติเต็มคันรถ มั่นใจได้ว่าเกือบทั้งรถต้องลงที่ Jurong Bird Park แน่ๆ ป้ายไหนที่คนลุกพร้อมเพรียงกันโดยมิได้นัดหมายทั้งคันรถ ก็ป้ายนั้นแหละรับรองชัวร์ แล้วก็เป็นอย่างที่คิดจริงๆ พอนั่งรถไปซักระยะหนึ่ง นักท่องเที่ยวพากันลุกพรึ่บพรั่บ เราก็รีบลุกตามทันที ลงมาปุ๊บก็เห็นป้ายของ Jurong Bird Park อยู่ไม่ไกลนั่นไง ถึงที่หมายแล้วเรา สำหรับค่าบัตรเข้าชมที่นี่ก็สนนราคาท่านละ SG$18.00
 
85resize.jpg picture by jade_ornament
 
ที่บริเวณส่วนหน้าของประตูเข้าสวนนก มีสระน้ำเล็กๆ เต็มไปด้วยหงส์ (Swan) และนกเป็ดน้ำ (Teal) เล่นน้ำกันอยู่เต็มไปหมด
 
86resize.jpg picture by jade_ornament
 
เป็ดปากแดง (Red-crested Pochard) ตัวนี้ตกใจตื่นเพราะย่องเข้าไปใกล้เกินไปหน่อย ขอโทษทีนะจ๊ะ
 
87resize.jpg picture by jade_ornament
 
ที่หน้าประตูทางเข้าจะมีแผนที่ภายในสวนนกจูร่งแห่งนี้ให้หยิบกันตามสะดวก ฉะนั้นไม่ต้องกลัวว่าจะเดินหลงทิศกันนะจ๊ะ

ที่เห็นอยู่นี่คือ นกฟลามิงโก้ (Flamingo) ในบริเวณ Flamingo Pool สีสันสวยงาม ต่างกับนกฟลามิงโก้ที่สวนสัตว์เปิดเขาเขียวที่จะเป็นสีชมพูอ่อนๆ เท่านั้น นกฟลามิงโก้นี้ มีปากที่สามารถกรองเอาสิ่งมีชีวิตในน้ำ เช่น ไรน้ำ หรือสาหร่ายบางชนิดไว้ และระบายน้ำออกเพื่อดักกินอาหารได้สบายๆ

 
88resize.jpg picture by jade_ornament
 
นกกระเรียนหงอนพู่ Crowned Crane (African Crowned Crane) เป็นนกที่มีสายตาไวมาก อยู่เป็นฝูงบริเวณทุ่งกว้างที่มีน้ำ หรือหนองบึง ทำรังตามกอหญ้าใกล้กับแหล่งน้ำ เช่น ท้องทุ่ง หรือ บึง
 
89resize.jpg picture by jade_ornament
 
นกกระสาหน้าผากเหลือง (Saddle-bill Stork) เป็นนกที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในตระกูลนกกระสา ชอบกินปลา กบ ปู ตั๊กแตน รวมถึงลูกนกตัวเล็กๆ ด้วย
 
90resize.jpg picture by jade_ornament
 
นกกระสาแอฟริกาขนาดใหญ่ หรือ นกกระสามาราบู (Marabou Stork) หรือบางทีอาจจะได้ยินชื่อเรียกว่า นกตะกราม ซึ่งก็คือ นกที่จัดอยู่ในวงศ์ของนกกระสานั่นเอง ลักษณะเด่นคือ หัวที่มีหนังเป็นสีชมพูปนน้ำตาลขรุขระ และถุงคล้ายลูกโป่งที่บริเวณหน้าอก ซึ่งถุงนี้ขยายและหดตัวได้ ซึ่งนกชนิดนี้กินอาหารทุกชนิดไม่ว่าจะเป็น ปู ปลา กบ งู หรือซากสัตว์ และมักมีพฤติกรรมแย่งอาหารจากนกชนิดอื่นๆ แม้กระทั่งแย่งกับนกแร้งด้วย
 
91resize.jpg picture by jade_ornament
 
นกกระทุง (Pelican) เป็นนกน้ำขนาดใหญ่ที่มีปากยาวแบน ขาสั้นมีพังพืดใช้สำหรับว่ายน้ำ ขณะบินจะหดคอแนบไว้กับหัวไหล่ สำหรับที่สวนนกจูร่งนี้ มีนกกระทุงอยู่หลากหลายชนิด ซึ่งในภาพที่เห็นนี้เป็นนกกระทุงดัลเมเชี่ยน (Dalmatian Pelican) ซึ่งจะมีขนบนหัวเป็นลอนๆ และถุงใต้คอเป็นสีเหลือง
 
92resize.jpg picture by jade_ornament
 
โดยนกกระทุงดัลเมเชี่ยน (Dalmatian Pelican) นี้ เมื่อกางปีกเต็มที่แล้วจะมีความกว้างที่สุดในบรรดานกกระทุงทั้งหมด นั่นก็คือ มีความกว้าง (Wingspan) ถึง 3 เมตรเลยทีเดียว
 
93resize.jpg picture by jade_ornament
 
Panorail เป็นรถลอยฟ้า ที่พาชมทิวทัศน์ทั่วสวนนกแห่งนี้ ค่าบริการสำหรับผู้ใหญ่ราคา SG$4.00 และเด็กอายุต่ำกว่า 12 ปี ราคา SG2.00 แต่พวกเราไม่ได้ใช้บริการหรอก มาถึงทั้งทีเดินชมสัมผัสบรรยากาศให้ใกล้ชิดดีกว่า ส่วนสปอนเซอร์ก็ไม่ใช่ใครอื่นไกล เห็นสัญลักษณ์ม่วงๆ ที่แสนจะคุ้นตานี้ก็รู้ทันนี้ “เจ้าจำปี” การบินไทยของเรานี่เอง ซึ่งสัญลักษณ์ของการบินไทยที่เห็นหลายคนคิดว่าคือรูปของดอกกล้วยไม้ แต่แท้จริงแล้วมันคือ ลายเส้นของกลีบดอกรักและใบเสมา แต่ใช้สีม่วงอันเป็นสีของดอกกล้วยไม้ แสดงออกถึงความสดใสและทันสมัยนั่นเอง

(แหล่งข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับโลโก้การบินไทย: http://www.thaiair.com/About_Thai/Public_Information/Information/THAI_logo_th.htm)

94resize.jpg picture by jade_ornament

สวนนกน้ำตก (Waterfall Aviary) เป็นน้ำตกเทียมขนาดใหญ่ที่สุดที่ถูกสร้างขึ้นด้วยน้ำมือของมนุษย์ และเป็นที่อยู่อาศัยของนกแอฟริกากว่า 1,500 ตัว

95resize.jpg picture by jade_ornament

ภายในส่วน Jungle Jewels ถูกจัดให้อยู่ในสภาพของป่าฝนในแถบอเมริกาใต้ มีนกกินผลไม้รวมถึงนกน้ำต่างๆ อยู่เป็นจำนวนมาก แต่เจ้าสิ่งมีชีวิตสองตัวนี้กลับแย่งซีนจากนกตัวจ้อยไปซะหมด มันคือ อีกัวน่า (Iguana) สัตว์เลื้อยคลานตระกูลกิ้งก่าขนาดใหญ่ที่มีถิ่นกำเนิดจากแถบอเมริกากลางและอเมริกาใต้ ซึ่งมีสภาพอากาศร้อนชื้นคล้ายกับประเทศไทย แบ่งได้หลักๆ อยู่ 3 ประเภท คือ 1) อีกัวน่าเขียว 2) อีกัวน่าทะเลทราย 3) อีกัวน่าทะเล ซึ่งที่นิยมนำมาเลี้ยงกันคือ อีกัวน่าเขียวและอีกัวน่าทะเลทราย ซึ่งเป็นสัตว์กินพืช ส่วนอีกัวน่าทะเลนั้นกินเนื้อสัตว์เป็นอาหาร

เจ้าสองตัวนี้ลำตัวตั้งแต่หัวจรดปลายหางราวๆ เมตรกว่าๆ เห็นจะได้ นั่งชูคอหันหากล้องโพสต์ท่าถ่ายรูปอย่างชำนาญ อันที่จริงถ่ายรูปมันไป ก็ชักจะกลัวๆ ก็คุณๆ เล่นจ้องเลนส์ซะจริงจัง ไม่รู้คิดอะไรอยู่ในใจ

 

96resize.jpg picture by jade_ornament

ในที่สุดก็มาถึง Lory Loft สวนนกลอรี่แบบเปิดขนาดใหญ่ที่สุดในโลก มีนกลอรี่กว่าพันตัวบินโฉบไปมา ตั้งใจไว้เลยว่ามาที่สวนนกจูร่ง จะต้องมาที่นี่เพื่อซื้อน้ำหวาน (Special Nectar Mix) ราคาถ้วยละ SG$2.00 ป้อนนกลอรี่ให้ได้เลย
 
97resize.jpg picture by jade_ornament
 
ทันทีที่ยื่นถ้วยน้ำหวานไปข้างหน้าพื้นที่โล่งๆ จู่ๆ นกลอรี่หลายสิบตัว ก็บินมามะรุมมะตุ้มกันเต็มไปหมด เกาะหัว เกาะบ่า เกาะแขน กันนัวเนียเลย
 
98resize.jpg picture by jade_ornament
 
เจ้าสองตัวโตนี่ เกาะขอบถ้วยไม่ยอมไปไหน ทำให้ตัวเล็กตัวน้อยได้แต่ชะเง้อคอมอง บางตัวก็หันเหไปสนใจนักท่องเที่ยวรายอื่นแทน

99resize.jpg picture by jade_ornament

แต่ก็มีนกลอรี่ตัวน้อยบางตัวที่ไม่ยอมไป แถมจะต้องกินจากถ้วยในมือให้ได้ เลยพาลจิกมือซะเลือดสาด ก็คุณเธอเล่นจิกซ้ำๆ อยู่หลายที ถ้วยของคนอื่นก็มีไม่ไปกิน มาจิกกันจนได้แผลเจ็บนะจะบอกให้… สุดท้ายต้องรอเจ้าสองตัวโตนี้กินจนพอใจนั่นแหละ เจ้าตัวเล็กถึงจะมีโอกาสได้มาเกาะกินกับเค้ามั่ง หล่อนได้กินสมใจ แต่ชั้นน่ะเจ็บมือ

100resize.jpg picture by jade_ornament

เดินกันมานานพอควร ท้องเริ่มร้องหาอาหารกลางวันแล้ว เลยตัดสินใจเดินไปหาอะไรทานกันก่อนแล้วค่อยกลับเข้ามาใหม่ ซึ่งเจ้าหน้าที่จะประทับตราบนหลังมือให้เป็นสัญลักษณ์เพื่อให้เรากลับเข้ามาชมสวนนกกันได้อีกหน

ร้านที่เลือกทานเป็นมื้อกลางวันวันนี้ คือ Bongo Burgers Restaurant ตั้งอยู่ด้านหน้าประตูทางเข้านี่เอง ที่นี่มีเบอร์เกอร์ให้เลือกหลายชนิด พวกเราขอลิ้มลอง Lamb burger หรือ เบอร์เกอร์ลูกแกะ ชิ้นละ SG$9.25 รสชาติธรรมดา มีกลิ่นแปลกๆ ไม่คุ้นลิ้นนิดหน่อยพอกินได้ น้ำชารสพีช (Iced Peach Tea) กับ น้ำมะนาว (Lemonade) แก้วละ SG$3.64 แพงใช่เล่น มี vat อีก 7% มื้อนี้ขนหน้าแข้งร่วงกราว

101resize.jpg picture by jade_ornament

อิ่มแล้วก็เดินกลับเข้ามากันอีกครั้งเพื่อชมนกเพนกวินแสนน่ารัก ในส่วนแสดง Penguin Expendition ซึ่งวันนี้เราโชคดีที่มาในจังหวะเวลาให้อาหารนกเพนกวินพอดีด้วย เลยได้เห็นนกเพนกวินในอริยาบทน่ารักๆ เดินตามเจ้าหน้าที่ให้อาหารกันเป็นโขยง และอีกกลุ่มหนึ่งก็ว่ายน้ำแย่งกันปลาที่ถูกโยนลงในน้ำกันยกใหญ่

ตามเอกสารแจกของสวนนกนี้บอกว่า ที่นี่มีนกเพนกวินจัดแสดงอยู่ 5 ชนิด คือ Humboldt, Rockhopper, Macaroni, Fairy และ King Pengiun แต่เอาเข้าจริง มองจนทั่วแล้วก็เห็นที่นี่มีเพนกวินอยู่แค่ 2 ชนิดเอง ซึ่งในภาพนี้เป็น เพนกวินราชา (King Penguin) เป็นเพนกวินที่ใหญ่เป็นอันดับสองรองจากเพนกวินจักรพรรดิ (Emperor Penguin) มีลักษณะทั่วไปคล้ายคลึงกับเพนกวินจักรพรรดิ แต่จะมีขนาดเล็กกว่า

102resize.jpg picture by jade_ornament

เพนกวินตัวนี้ไม่ได้ป่วยหรือขนร่วงแต่อย่างใด เค้าแค่ผลัดขนเท่านั้นเอง ดูๆ ไปอย่างกับมีผ้าคลุมไหล่คลุมอยู่งั้นแหละ

104resize.jpg picture by jade_ornament

สำหรับเจ้าตัวนี้เรียกว่า ฮัมโบลด์ เพนกวิน (Humboldt Penguin) เป็นเพนกวินขนาดกลาง และนอกจากฮัมโบลด์ จะอาศัยอยู่ในแถบอากาศหนาวเย็นแล้ว ฮัมโบลด์ยังสามารถอาศัยอยู่ในเขตอบอุ่น อย่างเช่นตามทุ่งหญ้าใกล้ชายฝั่งทะเลได้ด้วย

105resize.jpg picture by jade_ornament

เจ้าสองตัวนี้เห็นยืนแต่งตัวให้กันอยู่นานสองนานไม่เสร็จซักที สงสัยจะจีบกันอยู่ล่ะมั้ง อิอิ

106resize.jpg picture by jade_ornament

เมื่อชมนกกันเป็นที่จุใจแล้ว พวกเราก็นั่งรถไฟฟ้า MRT มาลงที่สถานีออร์เชิร์ด (Orcherd) เดินชมบรรยากาศของถนนที่เป็นศูนยกลางการช็อปปิ้งของสิงคโปร์ เพื่อรอเวลาไปนั่งรถ Hippo Tours ตามเวลานัด 19:30 น.

บนถนนออร์เชิร์ดนี้ นอกจากจะคราครั้งไปด้วยผู้คนบนท้องถนนแล้ว ยังมีนักแสดงเร่ (Street Performer) หรือที่มักได้ยินเรียกกันว่า การแสดงเปิดหมวก อยู่เต็มริมสองฟากถนน ในภาพชายคนนี้พ่นสีเงินทั้งตัวเสมือนว่าเป็นมนุษย์หุ่นยนต์ (Robot Man) หรือเป็นรูปปั้นบรอนซ์เงิน (Bronze Statue) ไม่แน่ใจเหมือนกัน

107resize.jpg picture by jade_ornament

คุณตาคนนี้เด็ดมาก ตัวผอมเกร็งมีแต่หนังหุ้มกระดูก แต่ยืนเหวี่ยงเจ้าลูกตุ้มไม้วงใหญ่ไม่ใช่เล่น ท่าทางจะหนักเอาการอย่างคล่องแคล่วเหมือนว่าไม่หนักเอาซะเลย คุณตาจะเหวี่ยงเส้นลูกตุ้มไม้นี้ไปตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย เช่น เอว สะโพก ขา รวมถึงแขน คล้ายกับการเล่นฮูล่าฮูป (Hula Hoop)

108resize.jpg picture by jade_ornament

นักแสดงกลุ่มนี้แต่งกายคล้ายชาวอินเดียนแดง มาเล่นดนตรีให้ฟัง ไพเราะเสนาะหูใช้ได้เลยทีเดียว เสียแต่เสียงรอบข้างค่อนข้างอึกทึกไปซะหน่อย ทำให้กลบเสียงดนตรีเบาลงไปเยอะพอดู

109resize.jpg picture by jade_ornament

อันนี้ถูกใจสุดๆ แต่คนมุงดูกันเยอะมากจนไม่สามารถเบียดเสียดเข้าไปขอดูกับเค้าได้ ได้แค่ปีนป่ายแอบถ่ายรูปจากไกลๆ นั่นก็คือ คาโปเอร่า (Capoera) ซึ่งคาโปเอร่ามิได้เป็นเพียงศิลปะการต่อสู้เท่านั้น แต่เป็นการแสดงออกถึงศิลปวัฒนธรรมของบราซิลที่เกิดจากการผสมผสานของ การต่อสู้ การเต้น ดนตรี ปรัชญา อย่างลงตัว

โดยคาโปเอร่าแบ่งได้เป็น 2 ประเภท คือ 1) ประเภทที่ใช้ในการต่อสู้จริง จะมีการปะทะกันเช่นเดียวกับการต่อสู้ในรูปแบบอื่นๆ  2) ประเภทที่ใช้เป็นการละเล่น ซึ่งจะไม่มีการปะทะกันโดยตรง แต่จะอยู่ในลักษณะของท่วงท่าที่ลื่นไหลและสอดคล้องกันไปกับจังหวะของดนตรี

 

110resize.jpg picture by jade_ornament

Old Chang Kee ร้านขายอาหารทอด จำพวกลูกชิ้นปลาทอดเสียบไม้ ฯลฯ เป็นร้านที่มีชื่อเสียงและพบได้ทั่วไปในสิงคโปร์ แต่บังเอิญว่าไม่ค่อยชอบอาหารประเภทนี้เท่าไหร่ เลยไม่ได้ลิ้มลอง ไม่รู้อร่อยสมคำร่ำลือหรือเปล่า

111resize.jpg picture by jade_ornament

ตลอดเส้นทางบนถนนออร์เชิร์ดนี้ เต็มไปด้วยต้นไม้และไฟประดับประดาต้อนรับวันคริสมาสต์ สำหรับปีนี้เทศกาล Fairy Tale Christmas in The Topics จัดขึ้นระหว่างวันที่ 17-11-2007 ถึงวันที่ 02-01-2008 พวกเราเลยโชคดีมาช่วงจังหวะนี้พอดี มีโอกาสได้ดูการประดับประดาของที่นี่

112resize.jpg picture by jade_ornament

มองดูนาฬิกาบอกเวลาเกือบจะ 1 ทุ่มแล้ว จึงรีบไปยังจุดเช็คอินสำหรับใช้สิทธิ์ FREE Christmas Light-Up HIPPO Tours เพราะต้องเช็คอินล่วงหน้าอย่างน้อย 15 นาที ก่อนถึงรอบที่ระบุ

นอกจากที่นี่จะเป็นจุดเช็คอินสำหรับ HIPPO Tours แล้ว ยังเป็นที่เช็คอินสำหรับ Duck Tours ด้วย ความแตกต่างระหว่างสองอย่างนี้ก็คือ HIPPO Tours เป็น Sightseeing bus ที่พาชมเมืองสิงคโปร์ด้วยรถบัสตามเส้นทางบนท้องถนนปกติ แต่สำหรับ Duck Tours เป็นรถสะเทิ้นน้ำสะเทิ้นบกที่นำเอาเรือรบเวียดนามมาประยุกต์ใช้ จึงสามารถเที่ยวชมทั้งบนบกและในน้ำได้สบายๆ

113resize.jpg picture by jade_ornament

จุดเช็คอินของ Ducks & HIPPO Tours หาได้ไม่ยาก เพราะตั้งอยู่ติดกับ Singapore Visitor Center บนถนนออร์เชิร์ด สถานที่ยอดฮิตที่ใครๆ ก็ต้องแวะเวียนกันมาถ่ายรูปด้วยเมื่อมีโอกาสมาที่ถนนออร์เชิร์ดแห่งนี้

114resize.jpg picture by jade_ornament

หน้าตาของรถ HIPPO Sightseeing Bus ที่พาชมทัศนียภาพยามค่ำคืนที่ถูกตกแต่งประดับประดาด้วยไฟ Christmas Light-Up เป็นรถบัสสองชั้น และจะมีผู้บรรยายคอยบอกเล่าถึงการประดับตกแต่งไฟในจุดต่าง รวมถึงสถานที่สำคัญต่างๆ ที่ผ่านไป และมีการตั้งคำถามให้ผู้โดยสารมีส่วนร่วมเล่นเกมส์ โดยคำถามจะเกี่ยวกับสิ่งที่ผู้บรรยายได้พูดถึงไปเมื่อซักครู่ หากใครสนใจฟังก็จะตอบคำถามได้ไม่ยาก โดยจะมีของรางวัลให้สำหรับผู้ที่ตอบคำถามถูกด้วย

115resize.jpg picture by jade_ornament

อันที่จริงการตกแต่งเทศกาล Fairy Tale Christmas in The Topics ของที่นี่ดูสวยงามและน่าดึงดูดมากทีเดียว แต่เพราะพื้นที่ที่ค่อนข้างคับแคบและการตกแต่งกินอาณาบริเวณไม่ไกลนัก ทำให้ความน่าตื่นตาตื่นใจมันลดน้อยลง เพราะชมความงามได้ไม่เท่าไหร่ก็ครบรอบซะแล้ว ทำให้ขาดความต่อเนื่องของอารมณ์ แต่โดยรวมก็ถือว่าดีทีเดียว หากมีพื้นที่กว้างขวางมากกว่านี้คิดว่าคงจะสร้างความอลังการได้ไม่ยากเลย

116resize.jpg picture by jade_ornament

ที่สิงคโปร์นี้ แม้จะดึกดื่นค่ำคืนขนาดไหน ก็จะยังมีรถราและผู้คนเดินถนนกันอยู่เสมอ เหมือนเป็นประเทศที่ไม่เคยหลับเอาซะเลย และอย่างหนึ่งที่รู้สึกได้ในประเทศแห่งนี้ นั่นก็คือความปลอดภัย ด้วยกฎระเบียบในการดูแลประชาชนและบ้านเมืองของที่นี่ค่อนข้างรัดกุมและมีบทลงโทษที่รุนแรง ทำให้เป็นประเทศที่รู้สึกได้ถึงความปลอดภัยจริงๆ แต่ยังไงใจคนเราก็ยากจะหยั่งถึง ระแวดระวังไว้บ้างก็คงจะดีกว่า

117resize.jpg picture by jade_ornament

จากถนนออร์เชิร์ด พวกเรานั่งรถบัสสาย 65 เพื่อจะไปช็อปปิ้งยามค่ำคืนกันต่อในย่าน Little India ที่ห้างสรรพสินค้า 24 ชั่วโมงที่เลื่องชื่อ Mustafa Center นั่นเอง (หรือจะนั่งรถไฟฟ้า MRT ไปลงที่สถานี NE8 Farrer Park ก็ได้)

118resize.jpg picture by jade_ornament

เมื่อมาถึง ถนน Serangoon Road พวกเราลงรถที่ป้ายหน้าวัดฮินดูแห่งนึง ชื่อว่า Sri Srinivasa Perumal Temple อันเป็นวัดที่เก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งของสิงคโปร์ มีซุ้มประตู (Gopuram) สูงถึง 20 เมตร ภายในวัดแห่งนี้จะมีรูปปั้นปางต่างๆ ของพระวิษณุ (Lord Vishnu) ที่ลงมาจุติ และวัดแห่งนี้ยังเป็นสถานที่ตั้งต้นของการแห่ขบวนในเทศกาลไทยปุสัม (Thai-Pusam) อันเป็นงานประจำปีที่ยิ่งใหญ่ของชุมชนชาวฮินดูในสิงคโปร์ โดยในขบวนแห่จะมีคณะผู้ศรัทธานำแท่งเหล็กทิ่มแทงลิ้นและกระพุ้งแก้มเดินไปตลอดเส้นทาง เพื่อเป็นพิธีการขอบคุณและวิงวอนขอพรจากเทพเจ้า

119resize.jpg picture by jade_ornament

จากวัด Sri Srinivasa Perumal เดินย้อนขึ้นมาจนเกือบสุดถนน Serangoon Road ก็จะเห็น Serangoon Plaza ซึ่งเป็นที่ตั้งของห้างสรรพสินค้า Mustafa Center ศูนย์รวมสินค้าราคาถูกที่สุดในสิงคโปร์ … ป้ายตัวอักษรสีฟ้าอ่อนด้านซ้ายมือนี่ล่ะ Mustafa Center … ที่นี่เป็นแหล่งรวมสินค้านานาชนิด ทั้งเสื้อผ้าเครื่องแต่งกาย เครื่องประดับ กระเป๋าเดินทาง เครื่องสำอางค์ น้ำหอม ฯลฯ ซึ่งต้องเลือกหากันดูให้ดี เพราะหากเทียบกันเฉพาะสินค้าภายในประเทศสิงคโปร์แล้วล่ะก็ ราคาของที่ห้างฯ แห่งนี้ก็อาจจะเรียกได้ว่าถูกที่สุดในสิงคโปร์จริงๆ แต่เมื่อเทียบกับบ้านเราแล้ว สินค้าหลายๆ อย่างราคาก็ไม่ได้แตกต่างไปจากบ้านเราซักเท่าไหร่นัก อาจจะถูกกว่ากันเพียงเล็กน้อยเท่านั้นเอง แต่ถ้าคิดซะว่าไหนๆ ก็มาถึงแล้วซื้อหากลับไปเป็นของฝาก หรือซื้อหาเพื่อให้คุ้มกับค่าเดินทางก็พอโอเค

120resize.jpg picture by jade_ornament

ขากลับเดินผ่านร้านอาหารอินเดีย เลยแวะชิมเป็นอาหารค่ำสำหรับวันนี้ซักหน่อย แกงกะหรี่ไก่ทานกับแผ่นโรตี, ปีกไก่ทอด, เนื้อปลาทอด, ข้าวผัดอินเดีย รวมทั้งหมด SG$9.40 รสชาติก็ไม่ดีไม่เลว แต่แกงกะหรี่ไก่น่าจะเปลี่ยนชื่อเป็นแกงกะหรี่วิญญานไก่มากกว่า เพราะไม่ยักกะมีแม้แต่เศษเนื้อไก่ให้เห็นซักชิ้นเดียว

ทริปนี้พวกเราใช้บัตร EZ Link กันจนหมดพอดิบพอดี ขากลับเลยต้องซื้อเหรียญเที่ยวเดียว ค่าโดยสารจากสถานี Farrer Park กลับไปยังสถานี Dhoby Ghaut ราคา SG$1.00 + ค่ามัดจำอีก SG$1.00 ซึ่งสามารถรับคืนค่ามัดจำได้ที่ตู้อัตโนมัติ

 

121resize.jpg picture by jade_ornament

“Singapore” ย่ำเท้าไปในดินแดนสิงหปุระ (Changi Int’l Airport-Bangkok)

วันที่ 18 พฤศจิกายน 2550

ต้องโบกมืออำลาเมืองสิงโตกันแล้ววันนี้ หลังจากเช็คเอ๊าท์ก็ฝากสัมภาระไว้ที่โรงแรม Hotel 81 Bencoolen เพราะยังมีเวลาเหลือพอสมควรกว่าที่ มร.สตีฟ จะมารับพวกเราไปส่งที่สนามบิน เลยเดินไปทานอาหารเช้าและแวะช็อปปิ้งฆ่าเวลาที่ Plaza Singapura กันซักหน่อย

122resize.jpg picture by jade_ornament

อย่างแรกที่เห็นแล้วต้องรีบหยิบเลยเพราะทำให้คิดถึงอดีตเมื่อครั้งยังเด็ก Kickapoo Joy Juice หรือ น้ำคิ๊กคาปู้ ที่ใครหลายคนน่าจะเคยเห็นเคยได้ลิ้มลองรสชาติเมื่อสมัยเยาว์วัย แต่น้ำคิ๊กคาปู้นี้ถูกเลิกจำหน่ายในประเทศไทยไปนานมากแล้ว ฉะนั้นใครเคยได้เห็นได้ทานก็น่าจะอายุอานามพอสมควรกันล่ะ ฮ่า ฮ่า
 

Kickapooresize.jpg picture by jade_ornament

ต่อมาก็คือน้ำอะไรก็ได้ หรือ Anything เป็นน้ำอัดลมที่ไม่มีใครรู้ว่าจะได้น้ำชนิดใดมารับประทานกัน ลุ้นกันเอาเอง

Anythingresize.jpg picture by jade_ornament

และนี่ก็คือน้ำอะไรก็ได้อีกอันหนึ่ง Whatever แต่แตกต่างกันตรงที่ Whatever เป็นน้ำที่ไม่อัดลม แต่จะเป็นจำพวกน้ำผลไม้ น้ำหวานธรรมดา
 

Whateverresize.jpg picture by jade_ornament

เมื่อมาถึงสนามบิน Changi Int’l Airport กล่าวขอบคุณและอำลา มร.สตีฟ กันเป็นที่เรียบร้อย ก็เข้าไปเดินเตร็ดเตร่รอเวลาที่เครื่อง Jetstar 3K513 จะพาเราบินกลับสู่มาตุภูมิ… ที่สนามบินแห่งนี้นอกจากจะมีร้านค้าให้เดินช็อปปิ้งกันแล้ว ยังมีจุดให้บริการฟรีอินเตอร์เน็ต และเครื่องนวดฝ่าเท้าคลายเมื่อยกันด้วยซึ่งก็ฟรีเช่นกัน สอดเท้าลงไปแล้วกดปุ่มเดินเครื่องได้เลย มีระดับความเบา-แรงให้เลือกตามชอบใจ
 

123resize.jpg picture by jade_ornament

ตามกำหนดการเดิม Jetstar 3K513 จะต้อง take off เวลา 17:35 น. แต่ปาเข้าไปเกือบจะ 1 ทุ่มแล้ว! ยังไม่มีทีท่าว่าจะได้ขึ้นเครื่องเลย ผู้โดยสารรอกันจนชักจะนั่งไม่ติดที่ เดินวนในสนามบินกันจนจะรู้ทุกซอกมุมกันเลยทีเดียว
 

124resize.jpg picture by jade_ornament

ท้ายที่สุด… ยัง.. ยังไม่ได้กลับอีก.. ขนาดผ่านประตู Gate D47 เข้าไปด้านในแล้ว ผู้โดยสารทุกคนยังถูกเชิญออกมาอีกครั้งหนึ่ง ด้วยเหตุผลว่าเครื่องบินขัดข้อง ต้อง delay ออกไปอีกเป็น 3 ทุ่ม! อะไรกันเนี่ย! แล้วจะให้ทำอะไรต่ออีกตั้ง 2 ชั่วโมง เลยต้องไปหาอะไรกินเป็นมื้อเย็นลดความโกรธา นี่ถ้าใครมีธุรกิจพันล้านรออยู่จะทำไงล่ะเนี่ย… แถมเอาเข้าจริง กว่าจะได้ออกจากเมืองสิงโตก็ปาเข้าไปเกือบจะ 4 ทุ่มอยู่แล้ว เกิดมานั่งเครื่องก็หลายหนไม่เคยเจอ delay เลยซักครั้ง มาเจอครั้งแรกก็โดนเลย delay ทั้งขาไป-ขากลับ แถมตอนขากลับยัง delay ถึง 2 ครั้งในหนึ่งเที่ยวบิน เบ็ดเสร็จรวม 6 ชั่วโมงหฤโหดในสนามบิน Changi ณ สิงคโปร์ จำจนตาย…
 

125resize.jpg picture by jade_ornament

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s