+*+* Trip Vietnam +*+ ด้วยความบังเอิญ “ฮานอย – ฮาลองเบย์”

Posted: April 27, 2008 in Travel
15 มกราคม 2551

ช่วงบ่ายของวันที่ 15 มกราคม 2551 ณ ธนาคารแห่งหนึ่งย่านสาทร ขณะที่กำลังพยายามโอนเงิน US$ ไปยังบริษัทสาขาในกรุงฮานอย ประเทศเวียดนาม แต่ด้วยปัญหาบางประการทำให้ไม่สามารถทำธุรกรรมได้สำเร็จ บริษัทสาขาเองก็ร้อนรนเพราะจำเป็นต้องใช้เงินจำนวนนี้อย่างเร่งด่วน ทำให้คุณเจ้านายตัดสินใจแก้ปัญหาโดยการหันมาบอกว่า “ไม่เป็นไร พรุ่งนี้เช้าช่วยถือเงินจำนวนนี้ไปส่งให้บริษัทสาขาที่ฮานอยแล้วกัน” … “ฮ่า ฮ่า” ลูกน้องคนนี้ได้แต่ขำในมุขตลกของคุณเจ้านาย เงินจำนวนไม่น้อยจะให้ถือเข้าไปหน้าตาเฉยได้ยังไง

ครั้นพอกลับถึงออฟฟิศ คุณเจ้านายหันมาย้ำว่า “รีบจองตั๋วเครื่องบินให้เรียบร้อยแล้วกลับบ้านไปจัดกระเป๋าได้เลยนะ”… อ้าว! นี่ไม่ได้เล่นมุขเหรอคะ?? ทำเอาตาลีตาเหลือกรีบติดต่อเอเย่นต์ให้จองตั๋วแทบไม่ทัน รีบเคลียร์งาน รีบประชุมกับลูกค้า กลับบ้านจัดกระเป๋าด้วยความรู้สึกยังมึนงงว่านี่เราต้องไปเวียดนามในอีกไม่กี่ชั่วโมงนี้จริงๆ เหรอเนี่ย

ยังไม่ทันจะได้นอนหลับพักผ่อน มารู้ตัวอีกที 05:30 น. ก็ต้องมายืนง่วงอยู่ที่ท่าอากาศยานนานาชาติสุวรรณภูมิอีกแล้วเหรอเนี่ย ระหว่างรอขึ้นเครื่อง TG682 เวลา boarding 07:10 น. พอได้สติก็รีบโทรหาเพื่อนสาวที่เป็นตำรวจ ตม. ที่นี่ ช่วยมาคุมตัวไปส่งขึ้นเครื่องทีเถิด จะได้ผ่านด่านสบายๆ หน่อย ขี้เกียจถูกค้นเจอเงินแล้วต้องมานั่งตอบคำถามว่าขนเงินสด US$ เข้าเวียดนามทำไมตั้งเยอะแยะ… ทั้งนี้ต้องขอขอบคุณเพื่อนมากๆ เลยนะที่มาช่วยอำนวยความสะดวกให้กัน

[ภาพประกอบ : เงินด่อง (Dong) ซึ่งจำอัตราแลกเงิน ณ วันนั้นไม่ได้แล้ว แต่โดยปกติอัตราแลกเงินจะอยู่ระหว่าง 400 – 500 ด่อง ต่อ 1 บาท]

 
ResizeRevealDSCF2844.jpg picture by jade_ornament
 
เผลอแป็บเดียว…ก็พาตัวเองมายืนอยู่ที่ท่าอากาศยานนานาชาตินอยไบ (Noi Bai International Airport) สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม (Socialist Republic of Vietnam) ซะแล้ว เมื่อออกมาด้านนอกก็ชะเง้อคอมองหาหัวหน้าประจำบริษัทสาขาในฮานอย เจ้านายบอกว่าเป็นชาวจีนวัยกลางคนจะถือป้ายชื่อบริษัทรอรับอยู่ด้านนอก แต่ท่ามกลางฝูงชนชาวเวียดนามไม่ยักกะมีชาวจีนวัยกลางคนอย่างที่ว่า จนกระทั่งไปสะดุดตากับตี๋หล่อคนหนึ่ง อ๊ะ! ถือป้ายต้อนรับเราอยู่นี่นา แหม…ส่งคนมารับได้ถูกใจดีจัง หลังจากถามไถ่ได้ความว่าชื่อ Mr. Cao ซึ่ง Mr. Cao จะพาไปส่งยังโรงแรมที่พักให้ได้พักผ่อนพอประมาณ ก่อนจะพาออกไปรับประทานอาหารเที่ยงกัน

โรงแรมที่จะพักค้างแรมในฮานอยวันนี้ คือ โรงแรม Heritage Hotel – Hanoi สภาพห้องพักและสิ่งอำนวยความสะดวกเรียกว่าโอเคเลยทีเดียว เสียอยู่อย่างที่ตั้งอยู่ในซอยค่อนข้างลึกและห้องที่พักอยู่ติดกับสุเหร่าอะไรซักอย่าง เปิดหน้าต่างมาเจอพอดิบพอดี เวลาตกดึกได้ยินเสียงพี่น้องชาวมุสลิมสวดภาวนาคาดว่าคงจะทำละหมาดกระมัง เสียงดังฟังชัดอยู่นานพอสมควรเล่นเอานอนไม่หลับเลย (ไม่ได้มีเจตนาจะต่อว่าพีธีสำคัญทางศาสนาของชาวมุสลิมแต่อย่างใด เพียงแค่บอกเล่าถึงความไม่คุ้นเคยในสถานที่และสิ่งแวดล้อมที่ไม่คุ้นชินเท่านั้น)

อย่าแปลกใจไป ถ้าโรงแรมในเวียดนามจะขอเก็บพาสปอร์ตของคุณเอาไว้จนกว่าจะถึงวันเช็คเอาท์ โรงแรมในเวียดนามส่วนใหญ่มักจะทำแบบนี้เป็นเรื่องปกติวิสัย ซึ่งโรงแรมบางแห่งสามารถต่อรองให้เป็นตัวสำเนาไว้แทนได้ แต่โรงแรมที่มาพักนี้ขอเก็บตัวจริงไว้เลย ก็ให้ไปและมารับกลับในวันเช็คเอาท์ ไม่มีปัญหา

 
ResizeReveal001-1.jpg picture by jade_ornament 
 
หลังพักผ่อนซัก 1 ชั่วโมงเห็นจะได้ Mr. Cao ก็มาพาไปลิ้มลองรสชาติของ “เฝอ” อาหารพื้นบ้านของชาวเวียดนาม โดยร้านที่ไปรับประทานกันนี้เป็นร้านชื่อดังที่มีสาขากว่า 50 แห่งทั้งในและต่างประเทศ นั่นก็คือ ร้าน “Pho 24” ซึ่งล่าสุดเพิ่งจะเปิดสาขาในประเทศสิงคโปร์ และกำลังจะเปิดสาขาใหม่ในกัมพูชา มาเลเซีย และจีนในเร็วๆ นี้อีกด้วย โดยเอกลักษณ์อันโดดเด่นของร้าน “Pho 24” นี้คือ “24 เครื่องปรุงสูตรพิเศษ และ บริการ 24 ชั่วโมง” อันเป็นความหมายของชื่อ Pho 24 นั่นเอง…

สำหรับมื้อนี้เลือกสั่งเฝอไก่ Pho Ga Trung Non (Pho with sliced chicken and baby egg) ราคาชามละ 40,000 d รสชาติอาจจะอ่อนไปหน่อยสำหรับลิ้นคนไทย แต่เส้นเหนียวนุ่มและใส่ต้นหอมซอยให้สะใจดีจริงๆ ส่วนเครื่องดื่มเป็น น้ำ Avocado ปั่น ราคาแก้วละ 24,000 d รสชาติอร่อยกว่าที่คิด [แต่ที่สำคัญดันลืมถือกล้องลงมาจากรถซะได้เลยไม่ได้เก็บภาพมาด้วย]

เสร็จจากอาหารเที่ยง Mr. Cao ขับรถพามายังจตุรัสบาดิ่งห์ (Ba Dinh Square) เพื่อเที่ยวชมสุสานโฮจิมินห์ (Lang Chu Tich Ho Chi Minh) อันเป็นสถานที่เก็บโลงแก้วบรรจุศพของอดีตประธานาธิบดีโฮจิมินห์ วีรบุรุษของปวงชนชาวเวียดนาม แต่เป็นที่น่าเสียดายที่ช่วงเวลาเมื่อมาถึงนั้น เป็นช่วงหยุดพักยามบ่ายจึงไม่สามารถเข้าชมภายในได้ มีโอกาสแค่ถ่ายภาพเป็นที่ระลึกด้านนอกเท่านั้น

 
ResizeReveal002.jpg picture by jade_ornament
 
อากาศที่ฮานอยหนาวเย็นมากในช่วงเดือนมกราคมนี้ อุณหภูมิอยู่ที่ 12-15 องศา แถมด้วยอากาศค่อนข้างชื้นเนื่องจากมีฝนตกปรอยๆ เพิ่มความหนาวเหน็บให้ไปกันใหญ่

และเนื่องจาก Mr. Cao มีธุระต้องไปสะสาง ฉะนั้นจึงขอร้องให้ Mr. Cao พาไปส่งที่บริเวณทะเลสาบฮวานเกี๋ยม หรือ ทะเลสาบคืนดาบ (Ho Hoan Kiem หรือ Sward Lake) แล้วนัดให้มารับกลับโรงแรมในตอนเย็นอีกที ทะเลสาบคืนดาบนี้ได้ชื่อว่าเป็นสถานที่ที่มีทัศนียภาพสวยงามที่สุดในกรุงฮานอย และบนเกาะกลางทะเลสาบยังเป็นที่ตั้งของ วัดเนินหยก หรือ วัดหง็อกเซิน (Ngoc Son Temple) อันเป็นวัดที่สร้างขึ้นเพื่ออุทิศให้แก่เต่าเทพเจ้าตามตำนานของชาวเวียดนามอีกด้วย

 
ResizeReveal003.jpg picture by jade_ornament
 
ป้ายเล่าขานถึงตำนานของทะเลสาบคืนดาบและวัดหง็อกเซินแห่งนี้
 
ResizeReveal004.jpg picture by jade_ornament
 
ประตูทางเข้าด้านนอกสุดของวัดหง็อกเซิน
 
ResizeReveal005.jpg picture by jade_ornament
 
เจดีย์ถัดจากประตูทางเข้า ซึ่งคงต้องมีความหมายสำคัญอะไรบางอย่าง แต่เพราะเดินคนเดียวไม่มีไกด์คอยบรรยาย เลยไม่รู้ถึงความสำคัญของเจดีย์แห่งนี้
 
ResizeReveal007.jpg picture by jade_ornament
 
ขณะที่กำลังถ่ายภาพนี้อยู่เกิดเหตุการณ์ไม่จรรโลงใจเท่าไหร่ ช่วงเล็งกล้องผ่านเลนส์อยู่นั้นไม่ทันได้รู้ตัวเลย จนกระทั่งลดระดับกล้องลงจากสายตา ปรากฎว่ามีวัยรุ่นชายชาวเวียดนามคนหนึ่งยื่นหน้าเข้ามาจนชิดใบหน้าเราอยู่ก่อนแล้วพร้อมกระซิบข้างหูว่า “เวรี่ บิวตี้ฟูลลลล” (ลากเสียงบิวตี้ฟูลลลล พร้อมพ่นลมใส่หูอย่างน่าขยะแขยงขนลุกเป็นที่สุด) จึงรีบผละตัวออกห่าง วัยรุ่นคนนั้นก็หัวเราะคิกคักเดินเข้าจับกลุ่มกับวัยรุ่นอีก 2-3 คนที่เดินมาด้วยกันอยู่ไม่ไกล จังหวะนั้นจึงตัดสินใจรีบเดินเข้าไปรวมกลุ่มกับคณะทัวร์ที่อยู่บริเวณนั้นทันที เสียความรู้สึกมากๆ
 
ResizeReveal006.jpg picture by jade_ornament
 
หลังจากพยายามลืมความน่ารังเกียจนั้นและเรียกสติกลับคืนมาได้ ก็ค่อยเริ่มต้นเดินเข้าไปซื้อบัตรผ่านประตูด้านใน เพื่อเข้าไปเที่ยวชมภายในวัดหง็อกเซิน (Ngoc Son Temple) ต่อดีกว่า… ที่นี่เปิดบริการตั้งแต่ 7.30 – 18.00 น. สำหรับราคาบัตรเข้าชมอยู่ที่ 3,000 d ซึ่งบริเวณที่ขายบัตรผ่านประตูจะมีซุ้มขายของที่ระลึกเหมือนกับสถานที่ท่องเที่ยวทั่วๆ ไป

ยังไงต้องทำใจสำหรับเศษเงินทอนที่เวียดนามนี้ซักหน่อย เพราะสภาพค่อนข้างยับเยิน อย่างที่ได้แบงค์ย่อยทอนมาจากวัดแห่งนี้ สภาพแทบไม่เรียกว่าเงินแล้ว ทั้งเก่าทั้งขาดรุ่งริ่งมีกลิ่นไม่สู้ดีอีกตังหาก เลยขอความกรุณาเจ้าหน้าที่คนสวยช่วยเห็นใจหน่อยเถอะ แบงค์สภาพนี้จะไปซื้ออะไรได้ร้านไหนก็คงไม่ยอมรับแน่ๆ คุณเธอเลยชักสีหน้าใส่ยอมแลกเป็นเหรียญให้แค่ 2 เหรียญ จากแบงค์ทั้งหมด 4 ใบ แล้วเชิดหน้าหันเข้าข้างในไม่มองหน้ากันอีกเลย

 
ResizeReveal008.jpg picture by jade_ornament
 
หลังจากซื้อบัตรเข้าชมเสร็จแล้ว สามารถข้ามฝั่งไปยังวัดหง็อกเซินได้โดยการเดินข้ามสะพานไม้สีแดงสด อันเป็นสัญลักษณ์สำคัญของทะเลสาบกลางกรุงฮานอยแห่งนี้ ชื่อว่า สะพานเทฮุก (The Huc Bridge) หรือ สะพานแสงอาทิตย์ นั่นเอง
 
ResizeReveal009.jpg picture by jade_ornament
 
วัดหง็อกเซินแห่งนี้ถูกสร้างโดยจักรพรรดิวีรบุรุษผู้ซึ่งพาให้ชาวเวียดนามได้พบกับชัยชนะ โดยภายในวัดมีรูปปั้นของท่านไว้เคารพสักการะอยู่ นอกจากนี้ยังมีรูปปั้นเจ้าแม่กวนอิม รวมถึงเทพเจ้ากวนอู ให้ได้สักการะบูชากันอีกด้วย
 
ResizeReveal010.jpg picture by jade_ornament
 
ตามตำนานของทะเลสาบแห่งนี้ เล่าขานกันว่า หลังจากจักรพรรดิพระองค์หนึ่ง พระนามว่า พระเจ้าหลีถายโต๋ (Ly Thai To) ได้ออกรบและประสบกับความพ่ายแพ้ จึงโยนดาบคู่กายทิ้งลงสู่ก้นบึ้งของทะเลสาบ แต่แล้วได้มีเทพเจ้าแปลงกายเป็นเต่านำดาบวิเศษขึ้นมามอบให้แก่พระองค์ ทำให้พระองค์เกิดความฮึกเหิมนำทัพทำศึกต่อสู้กับราชวงศ์หมิงของจีน เมื่อสามารถชนะการศึกครั้งนั้นได้แล้ว พระองค์จึงทรงล่องเรือไปกลางทะเลสาบ และเต่าศักดิ์สิทธิ์ก็ได้ขึ้นมาคาบดาบวิเศษเล่มนั้นกลับคืนพร้อมดำน้ำหายไป และว่ากันว่ายังคงมีเต่าอาศัยอยู่ในทะเลสาบแห่งนี้ ซี่งจะโผล่ขึ้นมาให้เห็นเป็นครั้งคราว
 
ResizeReveal013.jpg picture by jade_ornament
 
นอกจากนี้ วิหารภายในวัดยังมีเต่าสต๊าฟอยู่ตัวหนึ่ง ซึ่งถูกเล่าขานว่าเต่าตัวนี้ขึ้นมานอนอยู่ที่หอคอยเต่ากลางทะเลสาบเป็นเวลานาน ชาวบ้านเป็นกังวลว่าจะแห้งตายเสียก่อนจึงช่วยกันพาลงน้ำ แต่เต่าตัวนี้ก็ยังวนเวียนขึ้นมาอยู่หลายครั้งจนกระทั่งชาวบ้านมาพบว่าตายซะแล้ว จึงได้นำมาสต๊าฟไว้ภายในวัดจวบจนทุกวันนี้
 
ResizeReveal012.jpg picture by jade_ornament
 
เจดีย์โบราณกลางน้ำนี้ คือ ทาพ-รัว หรือ หอคอยเต่า (Thap Rua / Tortoise Pagoda) ที่เชื่อกันว่า เป็นตำแหน่งที่พระเจ้าหลีถายโต๋หยุดเรือเพื่อคืนดาบวิเศษให้แก่เต่าศักดิ์สิทธิ์นั่นเอง
 
ResizeReveal011.jpg picture by jade_ornament
 
ร้านจำหน่ายของที่ระลึกริมทะเลสาบ
 
ResizeReveal014.jpg picture by jade_ornament
 
กระด้งที่ถูกนำมาวาดภาพใบหน้าสีสันต่างๆ ดูสดใส น่าสนใจไม่น้อย
 
ResizeReveal015.jpg picture by jade_ornament
 
อยากซื้อหากลับมาบ้าน และไว้เป็นของฝาก แต่ก็กลัวว่าคนอื่นจะไม่รู้สึกว่ามันสวยกับเราด้วยน่ะสิ ฮ่า ฮ่า
 
ResizeReveal016.jpg picture by jade_ornament
 
รถสามล้อถีบ ซิ-โคล่ หรือ ซิคโคล่ (Cyclo) เป็นคำศัพท์ของฝรั่งเศส ใช้เรียกคนถีบสามล้อรับจ้างชาวเวียดนาม มีไว้คอยบริการนักท่องเที่ยวนั่งเที่ยวชมกรุงฮานอย โดยเฉพาะในบริเวณย่านการค้าเก่าแก่อย่างถนน 36 สาย
 
ResizeReveal017.jpg picture by jade_ornament
 
ไม่ไกลจากทะเลสาบคืนดาบ มี Countdown Timer ขนาดใหญ่ตั้งอยู่ ใช้เพื่อนับถอยหลังไปสู่การเฉลิมฉลองครบรอบปีที่ 1,000 การก่อตั้ง “นครถ่างลอง” (Thang Long) หรือก็คือ “กรุงฮานอย” (Hanoi) ในปัจจุบัน ซึ่งชื่อนครถ่างลองนี้มีความหมายว่า "มังกรทะยาน" แสดงให้เห็นว่าชาวเวียดนามได้เป็นอิสระจากการปกครองของจีนแล้ว โดยจะครบรอบ 1,000 ปี ในปี พ.ศ. 2553 ที่กำลังจะมาถึงอีก 999 วันข้างหน้านี้ และสำหรับชื่อนคร “ฮานอย” ในปัจจุบัน เป็นภาษาเวียดนาม โดยคำว่า “ฮา-Ha” หมายถึง แม่น้ำ และคำว่า “นอย-Noi” หมายถึง ข้างใน  ซึ่งรวมความหมายก็คือ  “เมืองบนฝั่งโค้งแม่น้ำ” โดยแม่น้ำที่ว่านี้หมายถึง แม่น้ำแดง (Song Hong River / Red River) นั่นเอง เนื่องจากแม่น้ำแดงเป็นแม่น้ำสายหลักจากแม่น้ำจำนวนหลายสายที่ไหลผ่านนครฮานอย
 
ResizeRevealVietnam037.jpg picture by jade_ornament
 
เดินผ่านหน้าโรงละครหุ่นกระบอกน้ำ Thang Long Puppet Theater (Water Puppet Show) ได้ยินว่าเป็นการแสดงถึงวัฒนธรรมของชาวนาเวียดนาม ที่ใช้ชีวิตอยู่คู่กับท้องนาและผืนน้ำ ราคาค่าเข้าชมมี 2 ราคา คือ 20,000 d และ 40,000 d ใช้เวลาในการชมประมาณ 1 ชั่วโมง มีรอบแสดงเวลา 17:00, 18:30, 20:00 และ 21:30 น. ซึ่งดูจากเวลาแล้วยังไงๆ ก็อดเข้าชมแน่ๆ แล้วล่ะ เพราะมีนัดมื้อเย็นกับ Mr. Cao เอาไว้ซะแล้ว
 
ResizeReveal018.jpg picture by jade_ornament
 
แม่ค้าหาบเร่ขายไข่ต้มลักษณะนี้มีอยู่ให้เห็นทั่วไป ตลอดเส้นทางโดยรอบทะเลสาบมักจะเห็นชาวเวียดนามจับกลุ่มล้อมวงกันตามร้านหาบเร่เหล่านี้ นั่งกินไข่ต้มอุ่นๆ ช่วยบรรเทาหนาว และสนทนาปราศรัยกันไปพลาง
 
ResizeReveal019.jpg picture by jade_ornament
 
สาวเวียดนามตาโตผิวขาว นั่งชมวิวทะเลสาบอยู่ตามลำพัง
 
ResizeReveal020.jpg picture by jade_ornament
 
ของเล่นที่เห็นขายอยู่ริมทาง ลูกตุ้มด้านล่างจะถูกเหวี่ยงหมุนวนเป็นวง ในขณะที่นกไม้ข้างบนจะก้มจิกกับฐานไม้ไปพร้อมกัน
 
ResizeReveal021.jpg picture by jade_ornament
 
บริการให้ชั่งน้ำหนัก ไม่รู้ว่าค่าบริการเท่าไหร่เหมือนกัน เพราะไม่ได้ใช้บริการ เห็นแต่ฝรั่งหลายคนกำลังชั่งน้ำหนักกันอยู่
 
ResizeReveal022.jpg picture by jade_ornament
 
ภาพจิตรกรรมฝาผนัง ที่มีทั้งผลงานศิลปะเก่าแก่ไล่มาจนศิลปะแขนงปัจจุบัน
 
ResizeReveal023.jpg picture by jade_ornament
 
ต้นงิ้วป่า (Salmalia Malabarica หรือ Bombaceae)
 
ResizeReveal025.jpg picture by jade_ornament
 
ลำต้นของต้นงิ้วนี้เมื่อยังเล็กจะมีหนามแหลมโดยรอบลำต้น แต่เมื่อโตขึ้นจะไม่มีหนาม สำหรับต้นนี้คงจะอายุอานามมากพอสมควรเลย
 
ResizeReveal026.jpg picture by jade_ornament
 
ระหว่างเดินอยู่ลำพังเก็บภาพถ่ายบริเวณนี้อยู่ นอกจากจะทรมานกายกับอากาศที่เย็นลงเรื่อยๆ เนื่องจากมีฝนตกปรอยๆ แล้ว ยังต้องมาหงุดหงิดใจกับพฤติกรรมทรามๆ ของผู้ชายเวียดนามบางกลุ่มอีกแล้ว (ย้ำว่า บางกลุ่ม) อาจจะเพราะเป็นผู้หญิงเดินลำพังคนเดียวและดูค่อนข้างแตกต่างจากผู้หญิงเวียดนามซะหน่อย เพราะผมหยิกเป็นลอนไฮไลท์สีทองยาวถึงกลางหลัง ในขณะที่ผู้หญิงเวียดนามเกือบทั้งหมดที่เห็นจะผมยาวตรงสีดำขลับ ทำให้ต้องเจอกับพฤติกรรมทรามๆ ของผู้ชายเวียดนามบางพวก

คนพวกนี้จะทำเป็นเดินเซๆ เข้ามาประชิดตัวแบบไม่ให้ทันได้ตั้งตัวแล้วหัวเราะคิกคักใส่ตรงๆ ใกล้ๆ หน้าเลย บางคนก็เดินเข้ามาเฉียดใกล้ๆ จากข้างหลังแล้วกระซิบคำพูดใส่หู น่ารังเกียจเป็นที่สุด!!! เจอเข้าไปหลายหนมากจนทนไม่ไหวแล้ว!!! จึงตัดสินใจเดินไปนั่งคอย Mr. Cao ที่ข้างป้อมตำรวจหวังว่าจะปลอดภัย แต่ปรากฎว่าตำรวจเองก็ยังไม่วาย อุตส่าห์เดินออกมาจากป้อมตรงรี่มาหาแล้วพูดว่า “ไฮ บิวตี้ฟูลลลล!” (ลากเสียงยาวๆ ให้อารมณ์เหมือนเวลาโดนพวกขี้ยาแซวว่า ไงจ๊ะคนสวยยยยย) โอ๊ยยย! อยู่ไม่ได้แล้วแถวนี้ รีบโทรหา Mr. Cao มารับโดยด่วน ระหว่างนี้ก็เดินหนีออกจากแถบทะเลสาบดีกว่าไม่เอาแล้ว น่ารังเกียจมากๆ

[ต้องออกตัวก่อนเลยว่าแต่งตัวไม่ได้ล่อแหลมเลยสักนิด มิดชิดสุดๆ เพราะอากาศหนาวจะตายชัก สวมเสื้อสเว็ตเตอร์แขนยาวปิดถึงมือ รูดซิปปิดมิดถึงใต้คาง แถมใส่กางเกงผู้ชายยี่ห้อคาเมลตัวหลวมโพล่กอีกตังหาก ไม่รู้ไปยั่วยวนถูกต่อมไหน]

 
ResizeReveal024.jpg picture by jade_ornament
 
พยายามทำใจจากเรื่องน่าขยะแขยงเดินไปเรื่อยๆ ก็มาพบกับพระบรมราชานุสาวรีย์จักรพรรดิหลีถายโต๋ (Ly Thai To) ปฐมบรมกษัตริย์ ที่เป็นทั้งนักรบและปราชญ์ อันเป็นที่เคารพยิ่งของชาวเวียดนาม
 
ResizeReveal027.jpg picture by jade_ornament
 
และอาคารที่เห็นนี่ก็คือ Trang Tien Plaza ห้างสรรพค้าชั้นนำที่จำหน่ายสินค้าแฟชั่นและเครื่องแต่งกายระดับ High-end ซึ่งสามารถซื้อหาน้ำหอมเลื่องชื่อของเวียดนาม มิสไซ่ง่อน (Miss Saigon Elegance Perfume) ได้ที่นี่ ส่วนใหญ่แล้วชื่อ มิสไซ่ง่อน มักจะเป็นที่รู้จักกันดีในลักษณะของ ละครเพลง หรือ โอเปร่า (Opera) เนื้อเรื่องเกี่ยวกับนายทหารต่างชาติมาปฏิบัติภารกิจในต่างแดนและเกิดตกหลุมรักกับสาวในประเทศและจบลงด้วยความเศร้า คล้ายๆ กับ โกโบริและอังศุมาลินแห่งคู่กรรมของไทย เนื่องจากมีต้นแบบมาจากที่เดียวกัน ซึ่งก็คือ “มาดาม บัทเตอร์ฟลาย” (Madame Butterfly) ของญี่ปุ่นนั่นเอง
 
ResizeReveal028.jpg picture by jade_ornament
 
อาคารที่ตั้งอยู่บริเวณถนน 36 สาย (Old Quarter) แห่งนี้ มักถูกใช้เป็นจุดนัดพบของนักท่องเที่ยว เนื่องจากมองหาได้ไม่ยาก ชั้นบนของอาคารนี้มีร้านอาหาร คาเฟ่ และบาร์เบียร์ที่น่าสนใจอยู่ไม่น้อย โดยเฉพาะร้าน City View Cafe ซึ่งอยู่ชั้นบนสุดของอาคาร ขึ้นชื่อว่าเป็นจุดนั่งชมวิวริมทะเลสาปฮวานเกี๋ยมที่ดีที่สุดเลยทีเดียว

การมาฮานอยสิ่งที่ขาดไม่ได้ที่จะต้องพูดถึง ก็คือการจราจรของที่นี่ เนื่องจากชาวฮานอยส่วนใหญ่นิยมเดินทางด้วยจักรยานยนต์ ดังนั้นกว่า 80 % บนท้องถนนของฮานอยจะคราครั่งไปด้วยจักรยานยนต์ ปัจจุบันมีจักรยานยนต์ราวๆ 3 ล้านคันทั่วกรุงฮานอย นับเป็นตลาดเป้าหมายสำคัญของผู้ที่ทำธุรกิจเกี่ยวกับยานพาหนะชนิดนี้ แต่จำนวนรถจักรยานยนต์ที่พลุกพล่านบนท้องถนนที่นี่ไม่ได้สร้างความลำบากในการข้ามถนนของผู้คนเดินเท้าแต่อย่างใด ขอแค่ความกล้าที่จะข้ามถนนเท่านั้น เพราะผู้คนที่นี่ขับรถไม่ได้รวดเร็วอย่างเมืองไทย และด้วยพรสวรรค์สุดพิเศษของชาวฮานอยไม่ว่าคนเดินถนนจะข้ามถนนตัดหน้าในระยะประชิดเพียงใด ผู้ขับขี่ก็จะสามารถเลี้ยวเลาะหลบกันได้อย่างน่าประหลาดใจ หากนักท่องเที่ยวมัวแต่ละล้าละลังยืนรีรอที่จะข้ามถนนแล้วละก็ คงจะไม่มีโอกาสได้ข้ามกันซักที แค่มองดูระยะห่างซักพอประมาณแล้วตัดสินใจข้ามไปเลยทันที รับรองได้ว่าสวัสดิภาพปลอดภัย เพราะทดลองมาแล้วกับตัว

 
ResizeReveal029.jpg picture by jade_ornament
 
ย่านถนน 36 สาย (36 pho puong/ 36 old streets) หรือ โอลด์ควอเตอร์ (Old Quarter) เขตเมืองเก่าที่เต็มไปด้วยถนนตรอกซอกซอยจำนวนมาก เป็นแหล่งที่ตั้งของโรงแรมหรือเกสต์เฮ้าส์ราคาประหยัด บริษัทนำเที่ยว แหล่งช็อปปิ้ง ร้านค้า ร้านอาหาร ฯลฯ คล้ายกับเยาวราช หรือบางลำพู

แต่เดิมนั้นชื่อของถนนแต่ละสายที่นี่จะบ่งบอกถึงประเภทสินค้าที่จำหน่ายในถนนสายนั้นๆ เพราะสินค้าที่จำหน่ายจะเป็นประเภทเดียวกันหมดตลอดทั้งถนน และความหมายของถนน 36 สาย ก็คือเป็นแหล่งของเหล่าช่างฝีมือ 36 อาชีพมารวมกลุ่มกันผลิตและจำหน่ายสินค้าทั้งหมด 36 ประเภทนั่นเอง แต่ในปัจจุบันนี้ สินค้าที่จำหน่ายไม่ได้ถูกแบ่งแยกชัดเจนตามชื่อถนนอย่างแต่ก่อนแล้ว อาจจะมีผสมปนเปกันไปบ้าง

 
ResizeReveal030.jpg picture by jade_ornament
 
ในขณะที่เดินเล่นอยู่ในย่านถนน 36 สายนี้ เจอกับสาวเวียดนามกลุ่มหนึ่งซึ่งจะหาบตะกร้าใส่ผลไม้ ซึ่งเท่าที่เห็นมักจะเป็นสับปะรดที่หั่นเป็นชิ้นๆ ใส่ถุงพลาสติกวางอยู่ในตะกร้าหาบเร่ พวกเธอจะเดินเข้ามาประชิดตัวพร้อมกับพยายามจะเอาหาบวางบนไหล่ และดันๆ จนเราชิดกำแพงหนีไปไหนไม่ได้ สุดท้ายเมื่อหาบมาวางอยู่บนไหล่แล้วก็จะเอาหมวกมาวางบนศรีษะ พร้อมกับบอกว่า จะถ่ายรูปให้คุณฟรีๆ ไม่คิดเงิน ครั้นพอปฏิเสธและพยายามผลักเอาหาบออก ก็จะดันๆ และแย่งกล้องไปจากมือ วิ่งไปถ่ายรูปเราแช๊ะ วิ่งเอากล้องมาคืนและรับหาบกลับไป จากนั้นก็จะเข้าสู่กระบวนการขู่เข็ญให้เราช่วยซื้อสับปะรดในหาบของเธอให้ได้ บอกว่าถุงละ 80.00 d โดยให้เหตุผลว่า เค้าช่วยถ่ายรูปให้เรา เราก็ต้องซื้อผลไม้ของเค้า ครั้นเมื่อพยายามเดินหนี เธอจะโวยวายเสียงดังและเอาหาบมาวางตรงหน้า พรรคพวกเธอเริ่มหันมองมาที่เราเป็นจุดเดียวกัน ในใจนี่โมโหชะมัด แต่ทำอะไรไม่ได้อยู่ตัวคนเดียวอีกตังหาก เลยบอกว่า โอเคยอมซื้อก็ได้แต่ 80.00 d น่ะไม่เอาหรอกนะ เอาไป 20.00 d ก็พอ แต่แล้วในทันใดนั้นระหว่างที่กำลังหยิบเงินออกมาจ่ายให้ เธอก็ดึงเงินไปจากมือเลย 40.00 d แล้วก็วิ่งไปพร้อมหาบของเธอ…. อะไรกันเนี่ย! ผู้คนที่นี่!
 
ResizeReveal031.jpg picture by jade_ornament
 
ร้านค้าละแวกนี้ บางร้านอาจจะมีความกว้างของร้านไม่มากนัก บางแห่งกว้างเพียงเมตรเศษๆ เท่านั้นเอง เนื่องจากในอดีตการเก็บภาษีร้านค้าจะคำนวณตามความกว้างของร้านด้วยนั่นเอง

ในภาพจะเห็นแม่ค้านั่งขายขนมปังฝรั่งเศสอยู่ ซึ่งจะมีให้เห็นอยู่ตลอดตามถนนหนทาง บ้างก็ตั้งพื้นด้วยกล่องโฟมเล็กๆ ริมถนนอย่างที่เห็น บ้างก็เป็นรถจักรยานผูกกล่องโฟมไว้ข้างท้าย เนื่องจากคนเวียดนามนิยมรับประทานคู่กับชาหรือกาแฟ โดยเฉพาะชาวเวียดนามที่มาจากต่างเมือง เมื่อกลับออกจากฮานอยมักจะซื้อหาเป็นของติดไม้ติดมือกลับบ้านด้วยเสมอๆ

หลังจากเดินป้วนเปี้ยนคนเดียวมานาน ก็ถึงเวลานัดทานมื้อเย็นกับ Mr. Cao แล้ว มื้อนี้ Mr. Cao พาไปทานมื้อเย็นที่ I-box Bar & Cafe ตั้งอยู่บริเวณ Le Thai To Street เป็นร้านที่จัดอยู่ในประเภทภัตตาคาร-คาเฟ่-เลาจน์ ที่กล่าวอ้างตัวเองว่าเป็น “The best bar in Ha noi” การตกแต่งภายในร้านดูหรูหรา ตกแต่งด้วยโซฟาหนัง และโซฟาผ้ากำมะหยี่ เก้าอี้หนังพนักพิงสูง เปิดเพลงคลอเบาๆ มีเมนูอาหาร เมนูเครื่องดื่ม และเมนูไวน์จากต่างประเทศ เช่น ฝรั่งเศส, ออสเตรเลีย, อเมริกา, นิวซีแลนด์ ฯลฯ ราคาอยู่ระหว่าง VND 290,000 – 1,900,000 ต่อขวดโดยประมาณ (สามารถดูภาพ I-box Bar & Cafe ได้ที่ http://newhanoian.xemzi.com/venue_images/list/12 )

 
ResizeReveal032.jpg picture by jade_ornament
 
16 มกราคม 2551

เช้านี้ Mr. Cao ได้รับคำสั่งจากคุณเจ้านายที่กรุงเทพฯ ให้จองทัวร์นำเที่ยวฮาลองเบย์ ไปเช้า-เย็นกลับไว้ให้ โดยจะมีรถยนต์มารับที่โรงแรมในตอนเช้า และการเดินทางไปฮาลองเบย์ครั้งนี้ เป็นการเดินทางแบบ VIP private tour จริงๆ เพราะมีแค่เราคนเดียวเดินทางไปกับไกด์นำเที่ยวและคนขับรถ เนื่องจากมีความจำเป็นต้องกลับมาให้ทันขึ้นเครื่อง TG685 ตอนสองทุ่ม

แต่การเดินทางแบบ VIP Private Tour คราวนี้ไม่ได้สนุกอย่างที่คิด เนื่องจากตลอดการท่องเที่ยวฮาลองเบย์วันนี้เต็มไปด้วยความน่าหงุดหงิดจากไกด์ที่นำเที่ยว เนื่องจากพยายามพูดจาเกี้ยวพาราสีและพยายามที่จะมาแตะเนื้อต้องตัวอยู่ตลอดเวลา บทสนทนาก็มักจะคอยชักจูงเข้าเรื่องเกี่ยวกับรักๆ ใคร่โดยตลอด ไกด์เล่าว่า หนุ่มสาวชาวเวียดนามนิยมมีอะไรกันก่อนแต่งงานเพื่อทดลองว่าฝ่ายหญิงจะตั้งครรภ์ได้หรือไม่และฝ่ายชายมีน้ำยาหรือเปล่า ถ้าไม่สามารถตั้งครรภ์ได้ก็เลิกแล้วต่อกันแยกย้ายกันไปหาคู่ครองคนใหม่ ไม่ผูกมัดกัน และสาวชาวเวียดนามทุกวันนี้ไม่นิยมแต่งงาน ไม่ต้องการมีสามีแต่ต้องการมีลูกไว้เลี้ยงดูตัวเองยามแก่ ฉะนั้นก็มักจะคบหากับชายซักคนเพื่อช่วยให้ตัวเองตั้งครรภ์เท่านั้นแล้วก็เจ๊ากันไป ไม่มีปัญหา เพราะฝ่ายชายก็ได้ความสุขส่วนฝ่ายหญิงก็ได้ลูกสมใจ และเนื่องจากไกด์มีอายุน้อยกว่าจึงพยายามบอกกับเราว่าสาวชาวเกาหลีนิยมคบผู้ชายอายุน้อยกว่า เหมือนคุณกับผมก็คบกันได้ไม่มีปัญหาเรื่องอายุ เป็นต้น ก็ได้แต่บอกไกด์ว่า “But I’m Thai. I’m not the same with Vietnamese or Korean.”

จากภาพ: เรือให้บริการล่องอ่าวฮาลอง จอดเรียงรายอยู่เต็มไปหมด ไม่แปลกเลยถ้าจะมีนักท่องเที่ยวขึ้นผิดลำบ้าง

 
ResizeReveal033.jpg picture by jade_ornament
 
และไกด์ก็มักจะมีคำพูดชวนขนลุกให้ได้ยินตลอดเวลา เช่น ระหว่างทางฮานอยมายังฮาลองเบย์นี้ เราขึ้นรถทางประตูขวา แต่ไกด์บอกให้เราย้ายมานั่งทางด้านซ้ายมือดีกว่า อ่ะย้ายก็ย้ายไม่ได้คิดอะไร เพราะใจก็คิดว่าถนนทางซ้ายคงจะมีสถานที่สำคัญให้เราดูมากกว่าทางขวามือ แต่ไกด์กลับบอกว่าที่ให้ย้ายมานั่งด้านซ้ายมือเพื่อคุณจะได้อยู่ใกล้กับหัวใจของผม…. โอยยยลมจับ….
 
ResizeReveal034.jpg picture by jade_ornament
 
เรือที่ให้บริการล่องอ่าวฮาลองนี้ หนึ่งลำจุคนได้ราวๆ 20-30 คน เป็นเรือ 2 ชั้น มีหัวเรือเป็นรูปมังกร… ซึ่งพอขึ้นมาบนเรือปุ๊บ เรือก็ติดเครื่องออกตัวทันที อ้าว! มองซ้ายมองขวา เรือทั้งลำมีเราเป็นนักท่องเที่ยวคนเดียว ตายละวา! จะเป็นอันตรายมั้ยเนี่ย ไหนจะไกด์บ้านี่ แล้วยังคนเรืออีก ถึงแม้จะมีแม่ครัวผู้หญิงขึ้นมาด้วย 2 คนก็เถอะ แต่เราเป็นชาวต่างชาติคนเดียวบนเรือลำนี้นะ คุณเจ้านาย!!! ไม่คิดว่าจะถึงขนาดเหมาลำเรือกันเลย มาเห็นบิลเก็บเงินทีหลัง ค่าบริการทั้งหมดเกือบ 200 US$

จากภาพ: บนดาดฟ้าเรือมีเก้าอี้ให้นั่งกินลมชมวิว แต่ลมค่อนข้างแรงและเย็นมาก อยู่นานเกินไปชักจะรู้สึกหนาวเหมือนกัน

 
ResizeReveal035.jpg picture by jade_ornament
 
ชั้นล่างของเรือเป็นห้องอาหารสำหรับมื้อกลางวันวันนี้ โดยอาหารต้องขออนุญาตพูดตามตรงว่า ค่อนไปทางแย่ซักหน่อย ปลาหมึกผัดผงกะหรี่ที่แสนจืด, ผัดผักและถั่วงอกที่ไร้ความเค็ม, กุ้งตัวจ้อยลวก, ปูม้าตัวจิ๊ด 2 ตัว, ปลาทอดตัวเล็กกว่าฝ่ามือผู้หญิงซะอีก, เฟรนฟรายด์สิบกว่าเส้น ทุกอย่างล้วนแต่จืดและเย็นชืด แต่เค้าโฆษณาว่าอาหารกลางวันเป็นซีฟู้ด ซึ่งก็ไม่ได้โกหกนี่นะ อืมมม….

แถมไกด์ยังไม่วายบอกว่า ปูตัวใหญ่กว่านี่คือผม ตัวเล็กกว่านี่คือคุณ แล้วก็จับปูสองตัวมาจุ๊บกัน… บ้าที่สุด!! ใครจะไปรับประทานลงปูสองตัวนี้ แทบอยากจะจับจานปูเหวี่ยงลงทะเล

 
ResizeReveal036.jpg picture by jade_ornament
 
ทางขึ้นดาดฟ้าเรือ
 
ResizeReveal037.jpg picture by jade_ornament
 
ที่หัวเรือนี้ ขณะที่กำลังชื่นชมกับทิวทัศน์และถ่ายภาพความสวยงามของอ่าวฮาลองอยู่นั้น ไกด์..มาอีกแล้ว มายืนข้างหลังแบบประชิดตัวพร้อมกางแขนออก ไม่บอกก็รู้ว่ากำลังจะร้องเพลง My heart will go on แล้วก็ทำอย่างนั้นจริงๆ ….เหงื่อตก…. หมดกันอารมณ์สุนทรีกับความงามของฮาลองเบย์ เดินกลับเข้าไปนั่งคอตกในห้องอาหารดีกว่า
 
ResizeReveal038.jpg picture by jade_ornament
 
เงยหน้ามองกระโดงเรือแล้วถอนใจ แทนที่จะได้ดื่มด่ำกับธรรมชาติสวยๆ ตรงหน้า กลับรู้สึกอยากกลับบ้านใจจะขาด ไม่เคยเกิดอาการ Home sick เท่าวันนี้มาก่อนเลยในชีวิต
 
ResizeReveal039.jpg picture by jade_ornament
 
แม่ค้าพายเรือขายของ บางลำก็ขายมะพร้าว บางลำก็ขายผักผลไม้ มีคนเตือนมาว่า ถ้าไม่คิดจะซื้อก็อย่าไปแสดงความสนใจ อย่าไปคุยหรือถามราคาเด็ดขาด ถ้าไม่อยากถูกด่าเป็นภาษาเวียดนาม
 
ResizeReveal041.jpg picture by jade_ornament
 
ฮาลองเบย์ (Ha Long Bay) หรือ อ่าวฮาลอง อยู่ในจังหวัดกว่างนิงห์ (Quang Ninh) ห่างจากเมืองฮานอยราวๆ 160 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทางจากฮานอย 3 ชั่วโมงครึ่งโดยประมาณ
 
ResizeReveal042.jpg picture by jade_ornament
 
ความหมายของคำว่า ฮาลองเบย์ ก็คือ สถานที่ซึ่งมังกรได้ร่อนลงสู่ท้องทะเล  ตามตำนานของเวียดนามเล่าขานกันไว้ว่า มีมังกรตัวหนึ่งและลูกมังกรได้ลงมาจากสรวงสวรรค์เพื่อช่วยเหลือชาวเวียดนามรบกับข้าศึก มังกรทั้งสองได้พ่นลูกไฟลงในมหาสมุทรทำให้เกิดเป็นเกาะแก่งมากมายกว่า 3,000 เกาะ พร้อมกับพ่นควันไฟสร้างให้เกิดหมอกควัน ทำให้ข้าศึกมองไม่เห็นทิศทางแล่นเรือชนเกาะแก่งจมสู่ท้องทะเลและพ่ายแพ้ไป และหางของมังกรที่สะบัดไปมาขณะที่เคลื่อนไหวนั้นทำให้เกิดเป็นร่องเขาต่างๆ หลังจากสิ้นสุดการต่อสู้ มังกรทั้งสองไม่คิดที่จะกลับสวรรค์แต่ตัดสินใจเข้าไปอาศัยอยู่ภายในถ้ำเขาละแวกนี้แทน ซึ่งจากเกาะแก่งน้อยใหญ่จำนวนกว่า 3,000 เกาะนี้ มีเพียงพันกว่าเกาะเท่านั้นที่ได้รับการตั้งชื่อแล้ว ที่เหลือยังไม่มีชื่อเรียกอย่างเป็นทางการ
 
ResizeReveal043.jpg picture by jade_ornament
 
ฮาลองเบย์ #1
 
ResizeReveal044.jpg picture by jade_ornament
 
ฮาลองเบย์ #2
 
ResizeReveal045.jpg picture by jade_ornament
 
ฮาลองเบย์ #3
 
ResizeReveal046.jpg picture by jade_ornament
 
เกาะรูปกระถางกำยาน (Lu Huong Islet or Incense Burner Islet)
 
ResizeReveal047.jpg picture by jade_ornament
 
ถัดจากเกาะรูปกระถางกำยานมาราวๆ 1 กิโลเมตร ก็จะพบเกาะอันเป็นสัญลักษณ์หนึ่งของฮาลองเบย์ นั่นก็คือ เกาะไก่ชน (Ga Choi Islet or Fighting Cocks Islet) ลักษณะเป็นเกาะขนาดเล็ก 2 เกาะหันหน้าเข้าหากัน
 
ResizeReveal048.jpg picture by jade_ornament
 
ย่านที่อยู่อาศัยของชาวประมง ซึ่งจะขังสัตว์น้ำเอาไว้ให้เรือนำนักท่องเที่ยวมาเทียบจอดเพื่อเลือกซื้อหาไว้รับประทานอาหารบนเรือกันสดๆ โดยแต่ละแพจะเห็นมีน้องหมาน่ารักวิ่งซุกซนกันอยู่ 2-3 ตัว เห็นว่าเค้าเลี้ยงไว้เพื่อเฝ้าแพในเวลาที่เจ้าของออกไปจับสัตว์น้ำ และมันก็อาจจะกลายเป็นอาหารสำหรับเจ้าของในวันใดวันหนึ่งก็เป็นได้! มาถึงตอนนี้ไกด์ได้บอกว่า ที่บ้านของเขาเลี้ยงสุนัขอยู่เหมือนกัน ตอนนี้กำลังเป็นลูกหมาน่ารักน่าชังขี้เล่นและฉลาดมาก จึงเอ่ยปากถามว่า แล้วอนาคตของหมาคุณจะเป็นยังไง มันจะเป็นอาหารของคุณด้วยมั้ย? ไกด์ตอบแบบไม่คิดอะไรว่า “Yeah! It will be our food.” โอววว…พระเจ้าช่วย!! ก็พยายามทำความเข้าใจว่า เป็นวัฒนธรรมการรับประทานอาหารตามปกติของประเทศเค้า แต่อดนึกสงสารไม่ได้ด้วยความที่สุนัขเป็นสัตว์ที่ฉลาดและใกล้ชิดกับมนุษย์อยู่มาก
 
ResizeReveal049.jpg picture by jade_ornament
 
Become seafood in one day #1
 
ResizeReveal050.jpg picture by jade_ornament
 
Become seafood in one day #2
 
ResizeReveal051.jpg picture by jade_ornament
 
Become seafood in one day #3

ขณะที่กำลังเดินดูสัตว์น้ำเหล่านี้อยู่นั้น ได้มีเรืออีกลำพานักท่องเที่ยวมาเทียบจอดที่แพเดียวกัน เมื่อนักท่องเที่ยวเลือกปลาตัวที่ถึงฆาตได้แล้ว มันจะถูกกระชอนขนาดใหญ่ช้อนขึ้นมาจากน้ำ วางนอนดิ้นพล่านๆ อยู่บนพื้นแพ และเนื่องจากมันมีขนาดใหญ่มาก ชาวประมงจะใช้ท่อนไม้ลำโตๆ ฟาดลงไปที่หัวปลาแบบเต็มเหนี่ยว 3-4 ครั้ง เสียงดังสนั่นหวั่นไหว บวกกับเสียงปลาที่ดิ้นกระแทกกับพื้นแพแล้ว ขอตัวรีบเดินกลับขึ้นเรืออย่างเร็วไม่กล้ามอง

 
ResizeReveal052.jpg picture by jade_ornament
 
แล้วก็มาถึงถ้ำเทียนกุง (Thien Cung Cave หรือ Grotto of Heavenly Palace) มีความหมายว่า ถ้ำพระราชวังสวรรค์ ตั้งอยู่บนเกาะเด่าโก๋ (Dau Go) และเป็นถ้ำตามตำนานที่ว่า มังกรแม่ลูกทั้งสองได้อาศัยอยู่ภายในถ้ำแห่งนี้ไม่กลับขึ้นสวรรค์นั่นเอง

ซึ่งขณะกำลังเดินตามทางขึ้นถ้ำนั้น ไกด์ทำเป็นเนียนมากอดแขนบอกว่าให้เดินระวังๆ และทำเป็นหัวเราะขำๆ ค่อยปล่อย… ขอโทษไม่ขำด้วย เลยสะบัดแขนแล้วเดินลิ่วๆ ขึ้นไปเลย.. พยายามอดทนกับความไร้มารยาทของไกด์มากๆ จนชักจะอดทนไม่ไหวอยู่แล้ว

 
ResizeReveal053.jpg picture by jade_ornament
 
ภายในถ้ำเต็มไปด้วยหินงอกหินย้อยจำนวนมาก ที่ชาวเวียดนามได้จินตนาการรูปลักษณ์ของหินตามตำนานบอกเล่าต่างๆไว้มากมาย ซึ่งภายในนี้อากาศถ่ายเทดีเลยทีเดียว แต่การประดับประดาด้วยแสงไฟหลากสีสันขนาดนี้ แม้จะช่วยสร้างความสวยงามให้ไม่น้อย แต่แสงไฟที่สาดส่องไปบนหินงอกหินย้อยในระยะยาวแล้วไม่เป็นการดีแน่ๆ ความแวววาวของผลึกตามธรรมชาติคงจะหมดไปในสักวัน
 
ResizeReveal054.jpg picture by jade_ornament
 
นอกจากนี้ หินงอกหินย้อยรูปต่างๆ ที่ชาวเวียดนามเชื่อว่ามีความศักดิ์สิทธิ์ ยังถูกจับต้องลูบคลำกันจนหมองคล้ำ ไม่เพียงแต่ชาวเวียดนามเองเท่านั้น แม้กระทั่งไกด์ยังชักชวนให้นักท่องเที่ยวลูบคลำเพื่อความเป็นสิริมงคล โดยไม่รู้เลยซักนิดว่านั่นเป็นการทำลายทรัพยากรธรรมชาติอันสวยงามโดยไม่รู้ตัว เนื่องจากโปรตีนในเหงื่อของร่างกายมนุษย์จะทำปฏิกิริยากับหินงอกหินย้อยเหล่านี้จนกลายเป็นสีดำในที่สุด ซึ่งในประเทศไทยเองทุกวันนี้ก็หันมาให้ความสำคัญกับการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ ทำให้หลายถ้ำในเมืองไทยเริ่มมีการห้ามมิให้จับต้องหินงอกหินย้อยรวมไปถึงผลึกต่างๆ เพื่อเป็นการอนุรักษ์ทรัพยากรไว้ให้เป็นมรดกของชาติ

ส่วนตัวแล้วไม่ว่าไกด์จะชักชวนให้ลูบคลำหินที่ว่าศักดิ์สิทธิ์อย่างแรงสักแค่ไหน ก็ต้องขอปฏิเสธความหวังดี เพราะหินนี้จะศักดิ์สิทธิ์แค่ไหนไม่รู้ล่ะ รู้แต่ว่าเหงื่อจากมือมนุษย์เราศักดิ์สิทธิ์แน่ เปลี่ยนสีหินให้กลายเป็นสีดำได้แล้วกัน

จากภาพ: หินรูปสฟิงคซ์ (Sphinx)

 
ResizeReveal055.jpg picture by jade_ornament
 
หินรูปมังกร
 
ResizeReveal056.jpg picture by jade_ornament
 
หินรูปสุนัขป่ากำลังหอน
 
ResizeReveal057.jpg picture by jade_ornament
 
ออกมาถึงปากทางออกด้านนอก มองลงไปเห็นเรือจอดเรียงรายรอรับนักท่องเที่ยวอยู่ ว่าแต่เราต้องขึ้นลำไหนล่ะเนี่ย นี่ถ้าไม่ได้มากับไกด์จำไม่ได้เลยจริงๆ…. เมื่อออกจากถ้ำแล้ว พอเรือแล่นไปจนเกือบจะถึงฝั่งก็จะดับเครื่องเพื่อลอยลำให้เรารับประทานอาหารเที่ยงกัน ซึ่งไกด์บอกว่า โดยปกติแล้วคนที่จะมาเหมาลำเรือเพื่อล่องชมวิวฮาลองเบย์กันสองคนหนุ่มสาวนั้น มีแต่คู่บ่าวสาวที่มาฮันนีมูนเท่านั้นแหละ เหมือนคุณกับผมตอนนี้ไง… ได้แต่คิดในใจว่า รีบๆ !@#$*& เข้าไปให้หมดเร็วๆ เถอะ อย่าพูดมาก จะได้กลับบ้านซักที อยากไปให้ไกลๆ แกเต็มทนแล้ว (เนื่องจากเป็นบทความออนไลน์ จึงไม่อาจบอกได้ว่าในใจคิดด่าอะไรนายคนนี้อยู่บ้าง มันน่านัก)

ครั้นถึงสนามบินยังไม่วาย ทำสายตาอาลัยอาวรณ์ แถมมีการบอกว่าขอกอดอำลาอีกด้วย… ฝันไปหรือเปล่า!!!? ตลอดวันนี้ถ้าไม่ใช่กังวลว่า ต้องเดินทางตามลำพังกับไกด์และคนขับรถซึ่งเป็นผู้ชาย 2 คน แล้วถ้าโวยวายหรือเกรี้ยวกราดใส่มากเกินไป จะไปกระตุ้นความโกรธให้ทั้งสองคนคิดจะทำร้ายร่างกายหรือเปล่าล่ะก็ คงไม่ใจเย็นอย่างนี้หรอกนะ… ถ้าอยู่ประเทศไทยคงว่าจ้างรถกลับสนามบินเองแล้ว… นี่ยังคิดว่าใจเย็นยอมไปกับนายสองคนนี้ หากเกิดอะไรขึ้นมา อย่างน้อยๆ Mr. Cao ก็ยังรู้ว่าจะติดตามได้จากที่ไหน

 
ResizeReveal058.jpg picture by jade_ornament
 
ทั้งหมดนี้เพื่อเตือนให้สาวๆ ที่มีความจำเป็นหรือคิดจะเดินทางไปเวียดนามตามลำพัง ระมัดระวังและดูแลตัวเองให้ดี แน่นอนว่าไม่ใช่ชาวเวียดนามทุกคน หรือนักท่องเที่ยวทุกคนต้องประสบกับเหตุการณ์แบบนี้ แต่เพื่อบอกเล่าให้รู้ถึงประสบการณ์แย่ๆ ของตัวเองที่ต้องเผชิญกับชาวเวียดนามบางกลุ่มที่ฮานอย รวมถึงไกด์หยาบคายแบบนี้ ที่พวกเค้าช่วยกันทำให้นักท่องเที่ยวอย่างเราคนนึงล่ะ ไม่ประทับใจผู้คนชาวเวียดนามที่ได้พบเจอเลยแม้แต่นิดเดียว
 
ResizeReveal040.jpg picture by jade_ornament
 
Comments
  1. Kurkull says:

    เก่งจริงๆแก ชั้นไปมา 5 ครั้ง ยังหาอะไรดีๆไม่ได้เลย  555 คิดถึงไกด์ป่าวแก

  2. Kurkull says:

    พี่จิ๋มบอกว่า ถ้าไม่ฟังชั้นเล่าเรื่อง แต่มาดู blog แกก่อน คงอยากไปเวียดนามทันทีเลย ถ่ายมาซะสวยเชียวแก

  3. Kurkull says:

    จำได้สิ ฉากนั้น สถานที่นั้น ความหลังแก ก๊ากกกกกก

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s