*+*+ CAMBODIA / KHMER +*+* ซัวสะได ขแมร์ : พนมเปญ – กำปงจาม – กระแจะ

Posted: May 13, 2008 in Travel
วันที่ 23 มีนาคม 2551

เวลาหนึ่งชั่วโมงเศษ ที่เที่ยวบิน PG913 ของสายการบินบางกอกแอร์เวย์ พาคณะทำงานของเราลัดฟ้ามาสู่ สนามบินโปเจินตง (Pochentong Airport) หรือชื่อเรียกอย่างเป็นทางการว่า ท่าอากาศยานนานาชาติโปเจินตง (Pochentong International Airport: PNH) ณ กรุงพนมเปญ (Phnom Penh) แห่งราชอาณาจักรกัมพูชา (Kingdom of Cambodia)

คณะของเราไม่มีโอกาสได้เยือนด่านตรวจคนเข้าเมืองและอาคารผู้โดยสารของท่าอากาศยานแห่งนี้ เนื่องจากได้รับการต้อนรับ ณ ห้องรับรองพิเศษ โดยมีเจ้าหน้าที่ทหารเป็นผู้อำนวยความสะดวกในการนำหนังสือเดินทาง, แบบฟอร์มขอวีซ่า, รูปถ่ายขนาด 2 นิ้ว และค่าธรรมเนียม US$ 20 เพื่อนำไปทำ VISA ON ARRIVAL ให้จนเสร็จสิ้น หลังจากการร่วมสนทนากันสักครู่ใหญ่ จนกระทั่งเวลา 10:00 น. โดยประมาณ เจ้าหน้าที่จึงนำรถมารับคณะฯ ที่หน้าห้องรับรองพิเศษ และร่วมเดินทางมุ่งไปยังจังหวัดกระแจะ (Kratie) ซึ่งใช้เวลาเดินทางกว่า 8 ชั่วโมง

หมายเหตุ: กรณีต้องการขอวีซ่าภายในประเทศไทย ทำได้ 2 วิธี คือ

* วิธีที่ 1: ยื่นเอกสารขอวีซ่าที่สถานเอกอัครราชทูตกัมพูชาประจำประเทศไทย
สถานเอกอัครราชทูตกัมพูชา (The Royal Embassy of Cambodia in Thailand)
เลขที่ 518/4 ถนน ประชาอุทิศ (ซอยรามคำแหง 39) เขตวังทองหลาง กทม.10310
โทรศัพท์ 02-957-5851 – 2   แฟ็กซ์  02-957-5850
แผนที่สถานทูตฯ :
http://wikimapia.org/#lat=13.7675432&lon=100.5973756&z=17&l=0&m=a&v=2
(หรือสามารถดูได้จากแผนที่ขอสถานทูต สปป. ลาว เนื่องจากตั้งอยู่ในซอยสหการประมูลเยื้องกับสถานทูต สปป. ลาว นั่นเอง : http://www.bkklaoembassy.com/Map/map.htm )

สิ่งที่ต้องแนบในการยื่นขอวีซ่า
1. หนังสือเดินทาง อายุการใช้งานมากกว่า 6 เดือน พร้อมถ่ายสำเนา 1 ชุด
2. รูปถ่าย 2 นิ้ว จำนวน 2 รูป
3. ค่าธรรมเนียม = US$ 20, วีซ่าด่วนภายใน 1 วัน ค่าธรรมเนียม = US$ 25
  หากชำระเป็นเงินไทย ค่าธรรมเนียม = 1,000 บาท, วีซ่าด่วนภายใน 1 วัน ค่าธรรมเนียม = 1,100 บาท
  (!! ฉะนั้น ชำระเป็นเงินสกุล US$ ประหยัดกว่า !!)
4. แบบฟอร์มยื่นขอวีซ่า สามารถดาวน์โหลดได้จาก
http://www.embassy.org/cambodia/consular/application.pdf

* วิธีที่ 2: ยื่นขอวีซ่าแบบออนไลน์ e – Visa
1. สามารถเข้าไปปฎิบัติตามขั้นตอนการขอ e – Visa ได้ที่
http://evisa.mfaic.gov.kh/
2. ไฟล์รูปถ่ายสำหรับแนบในการขอวีซ่า
3. บัตรเครดิตสำหรับตัดชำระค่าธรรมเนียมออนไลน์ = US$ 25

 
Resizereveal01.jpg picture by jade_ornament
 
กว่าสี่วันเต็ม นับจากเช้าวันที่ 24 จนถึงค่ำของวันที่ 26 มีนาคม 2551 นี้ อัดแน่นไปด้วยตารางการเดินทางและตารางงานภายในกรุงพนมเปญกับจังหวัดกระแจะ ทำให้ไม่ค่อยมีเวลาได้สัมผัสกับสถานที่ท่องเที่ยวและบรรยากาศของประเทศเพื่อนบ้านหลังนี้มากนัก ฉะนั้นการบันทึกความทรงจำโดยภาพถ่ายก็ไม่อาจจะคาดหวังโอกาสได้ซักเท่าไหร่ จะทำได้ก็เพียงแค่มองผ่านและจดจำอย่างผิวเผิน

แต่ภาพหนึ่งที่เห็นได้ตลอดเส้นทางการเดินทางจนชินตาก็คือ รถโดยสารรับจ้างหนึ่งคันสามารถบรรทุกผู้โดยสารจำนวนเกือบ 30 คนไว้จนเต็มคันรถ นอกจากภายในห้องโดยสารจะนั่งซ้อนกันจนแน่นขนัดแล้ว บนหลังคาก็ยังเต็มไปด้วยสัมภาระและผู้โดยสารเช่นกัน แม้กระทั่งไก่เป็นๆ อีกหลายตัวที่ผู้โดยสารนำมาด้วย ก็จะถูกผูกขามัดเอาไว้ข้างตัวถังรถอย่างที่เห็นในภาพ ฉะนั้นแล้วก็ไม่น่าแปลกใจที่จะเห็นรถจักรยานยนต์หนึ่งคันมีผู้โดยสารได้มากถึง 5 คน หรือแบกขนหมูตัวเขื่องได้ทีละ 1-2 ตัว หรือแม้กระทั่งเป็ดร่วม 20 ตัวที่ถูกผูกไว้ข้างท้ายรถจักรยานยนต์ มองจากด้านหลังแล้วเหมือนพู่ปอมปอมสีขาวฟูฟ่อง

 
Resizereveal02.jpg picture by jade_ornament
 
ระหว่างทางเจ้าหน้าที่ได้พาคณะฯ แวะรับประทานอาหารกลางวันที่ กำปงจาม (Kampong Cham) จนกระทั่งเวลา 13:30 น. จึงเริ่มต้นออกเดินทางสู่จังหวัดกระแจะแบบ Non-stop แต่….ก็ไม่ได้ Non-stop อย่างที่คิด เพราะหนึ่งในคณะฯ ซึ่งเป็นชาวจีนเกิดอาการท้องไส้ปั่นป่วนจากอาหารมื้อกลางวัน ทำให้ต้องแวะหาห้องสุขาที่เรียกได้ว่าหายากดั่งทอง เพราะคนต่างจังหวัดที่นี่นิยมเข้าทุ่งเสียมากกว่า น้อยครอบครัวนักที่จะมีห้องน้ำห้องท่าเป็นของตัวเอง ฉะนั้นคนที่รู้ว่าตัวเองธาตุอ่อนนั้น ต้องระมัดระวังเรื่องอาหารการกินของที่นี่สักหน่อย โดยเฉพาะน้ำแข็งซึ่งแลดูไม่ค่อยถูกสุขอนามัยเท่าที่ควร หลีกเลี่ยงไว้เป็นดีที่สุด (ภัตตาคาร/ร้านอาหารในประเทศนี้ส่วนมากแล้วมักจะคิดค่าข้าวเปล่าเป็นรายหัว จะรับประทานข้าวเปล่าเท่าไหร่ก็ได้ไม่อั้น)

ไม่ค่อยแปลกใจนักว่าทำไมต้องใช้เวลาเดินทางกว่า 8 ชั่วโมงจากกรุงพนมเปญมายังจังหวัดกระแจะนี้ เพราะนอกจากระยะทางที่ค่อนข้างไกลแล้ว ถนนหนทางที่หากไม่ใช่ทางสายหลักแล้วล่ะก็ จะเป็นทางลูกรังที่เต็มไปด้วยหลุมบ่อฝุ่นตลบ และด้วยการจราจรที่ค่อนข้างสับสนวุ่นวายเนื่องจากพฤติกรรมการขับขี่ตามอำเภอใจของผู้คนที่นี่ ทำให้เราเดินทางด้วยความเร็วเต็มที่เฉลี่ย 30 – 50 กิโลเมตรต่อชั่วโมงเท่านั้น

โรงแรมที่คณะฯ จะพักค้างกันในคืนนี้คือ โรงแรมสัตตีเพียบ (Santepheap Hotel) ซึ่งผู้ร่วมเดินทางท่านหนึ่งชี้แจงว่าชื่อโรงแรมนี้ตรงกับคำว่า สันติภาพ ในภาษาไทยนั่นเอง สิ่งอำนวยความสะดวกของโรงแรมในกระแจะนี้ไม่ได้มีอะไรมากนัก และควรที่จะนำอุปกรณ์อาบน้ำอย่างแชมพู สบู่ ยาสีฟัน มาเองน่าจะดีกว่า เพราะของที่ทางโรงแรมจัดเตรียมไว้ให้นั้น ไม่ค่อยน่าพิศมัยเท่าไหร่ ในเรื่องความสะอาดอาจจะยังไม่เต็มร้อยแต่ก็ถือว่าใช้ได้ไม่น่าเกลียด ส่วนรายการโทรทัศน์ของที่นี่สามารถรับสัญญานภาพจากประเทศไทยได้ครบทุกช่อง คนไทยเดินทางไปกัมพูชาเรียกว่าไม่ต้องกลัวตกข่าว หรือไม่ทันดูละครตอนจบ

 
Resizereveal03.jpg picture by jade_ornament
 
สำหรับภาพที่เห็นนี่ก็แค่รอยแยกตรงบานประตูหน้าห้องพัก…!! ที่ดันแตกซะกว้างจนมองลอดออกไปเห็นโกฐใครก็ไม่รู้ตรงกับประตูห้องเป๊ะเลย แต่ก็ไม่อยากจะรู้หรอกนะว่าโกฐใครไม่ต้องมาบอกหรอกไม่อยากรู้จักด้วย และก็ดีนะที่กลับมาบ้านได้โดยไม่มีคนมาแสดงความเป็นเจ้าของโกฐตามที่สงสัยใคร่รู้ไว้
 
Resizereveal04.jpg picture by jade_ornament
 
จากหน้าโรงแรมสันตีเพียบ เพียงแค่ข้ามมาอีกฝั่งถนนก็สามารถชมวิวลำน้ำโขงที่ทอดยาวเป็นสาย พร้อมกับภาพของพระอาทิตย์ตกและฝูงนกที่บินละเลียดผิวน้ำยามเย็นได้อย่างสวยงาม ชาวต่างชาติจำนวนมากนิยมมานั่งพักผ่อนยามเย็นจนตกค่ำ สั่งเครื่องดื่มมานั่งล้อมวงสนทนากันอย่างรื่นรมย์ นอกจากเบียร์อังกอร์ (Angkor Beer) เย็นๆ แล้ว น้ำมะพร้าวขายเป็นลูกคือน้ำผลไม้ยอดนิยมสำหรับที่นี่ แต่รสชาติของน้ำมะพร้าวจะไม่หวานหอมอย่างมะพร้าวน้ำหอมของไทยเรา เนื่องจากพืชพรรณผลไม้ที่นี่ยังคงเป็นธรรมชาติอย่างแท้จริง เป็นรสชาติที่ยังไม่ถูกปรุงแต่งพัฒนาสายพันธุ์

และในยามเช้าของบริเวณริมน้ำโขงนี้จะมีร้านรวงมาขายของกันเรียงกันเป็นแนว ซึ่งของที่ดูจะโดดเด่นเห็นอยู่มากที่สุดคงจะเป็นข้าวหลามบ้องเล็กๆ และแหนมปลาน้ำจืดม้วนด้วยใบมะยมอ่อนถูกห่อใส่ใบตองเป็นลูกสี่เหลี่ยมเล็กๆ ร้อยเข้ากันเป็นพวง ซึ่งหลังจากได้ลิ้มลองแล้ว รสชาติออกจะแปลกประหลาดซักหน่อย ถ้าไม่ได้ขาดแคลนนักก็ขอตัวไม่รับประทานคงจะดีกว่า

 
Resizereveal05.jpg picture by jade_ornament
 
วันที่ 24 มีนาคม 2551

8:00 น. ท่านนายพลฯ และทหารผู้ติดตามได้มารับคณะฯ เพื่อเดินทางออกจากตัวเมืองกระแจะเข้าไปยังพื้นที่งาน ซึ่งอยู่ห่างออกไปราวๆ 2 ชั่วโมงจากตัวเมือง สำหรับสาเหตุที่จะต้องมีเจ้าหน้าที่ทหารคอยคุ้มกันคณะฯ ตลอดการเดินทางก็เนื่องจากในประเทศแห่งนี้ สถานะของเหตุบ้านการเมืองที่ยังอยู่ในจุดที่ไม่อาจจะเรียกได้ว่าเสถียรภาพอย่างแท้จริง อีกทั้งบริเวณพื้นที่ที่เราต้องเข้าไปสำรวจเบื้องต้นนี้อยู่ในพื้นที่ของหมู่บ้านชาวเขมรแดง จึงจำเป็นต้องอาศัยกำลังทหารคุ้มกันเพื่อความปลอดภัย

ครั้นเมื่อเดินทางมาจนถึงบริเวณปากทางเข้าด้านนอกเท่านั้น ก็ต้องเจอกับการกลั่นแกล้งของเจ้าถิ่นซึ่งมิใช่ชาวกัมพูชาแต่เป็นชาวต่างชาติที่ได้รับสัมปทานทำธุรกิจในพื้นที่ที่เราจำเป็นต้องใช้เป็นเส้นทางผ่าน กองดินขนาดใหญ่ถูกนำมาถมปิดปากทางเข้าของเรา ทำให้ท่านนายพลฯ ต้องออกคำสั่งให้นายทหารนำกองไม้มาสุมร่องทางในบริเวณใกล้เคียงเพื่อให้รถสามารถตะลุยข้ามผ่านเข้าไปได้ แต่ทั้งนี้ไม่เพียงแต่ขาเข้าเท่านั้นที่เจอกับเรื่องราวลักษณะนี้ ในตอนขากลับออกจากพื้นที่ กองไม้ที่สุมถมร่องไว้เมื่อตอนขาเข้านั้นถูกจุดไฟเผาเกือบทั้งหมด และยังนำต้นไม้ใหญ่ที่ถูกโค่นไว้อยู่ก่อนแล้วมาขวางปิดทางไม่ให้พวกเราออกไปได้ ฉะนั้นแล้วเป็นการสมควรอย่างยิ่งยวดที่จะต้องอาศัยความคุ้มครองจากกองทัพในการเดินทางลงพื้นที่แต่ละครั้ง

 
Resizereveal06.jpg picture by jade_ornament
 
เหมืองทองคำของชาวบ้านที่ทำการขุดเจาะกันด้วยความรู้ภูมิปัญญาที่ตกทอดกันมา ไม่ได้อาศัยวิทยาการเทคโนโลยีที่ทันสมัยในการประกอบเป็นอุตสาหกรรม  ทำให้แร่ทองคำถูกสะกัดออกมาได้ไม่เต็มร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่ชาวบ้านก็จะนำหินที่มีแร่ทองคำหลงเหลืออยู่และตนเองไม่สามารถสกัดได้แล้วเหล่านี้ ไปจำหน่ายต่อให้แก่ผู้ที่มีเทคโนโลยีล้ำหน้ากว่าแทน
 
Resizereveal07.jpg picture by jade_ornament
 
เมื่อมาถึงที่พักชั่วคราวซึ่งเจ้าของเหมืองได้ปลูกสร้างไว้ ทางคณะฯ ก็แบ่งออกเป็น 2 ทีม โดยทีมหนึ่งเข้าไปสำรวจต่อภายในป่าลึก อีกทีมหนึ่งที่ไม่เดินทางเข้าไปก็พักผ่อนกันยังที่พักชั่วคราวแห่งนี้ เห็นอย่างนี้แล้วเรียกได้ว่าเป็นที่พักที่หรูหราเอาการ เพราะชาวบ้านที่นี่จะอาศัยกันในสถานที่ที่เกือบจะเรียกได้ว่า เพิง เนื่องจากบางหลังสร้างกำแพงเพียง 3 ด้านเท่านั้น ด้านหน้าเป็นทางเข้าออกที่ไม่มีทั้งประตูและกำแพงกั้นใดๆ ทั้งสิ้น โดยที่ส่วนปลายด้านล่างของฝาไม้กระดานจะไม่ถูกตัดออก แต่จะปล่อยทิ้งยาวไม่เท่ากันอยู่อย่างนั้น เป็นการประหยัดทรัพยากรไม้ไม่ตัดทิ้งให้กลายเป็นเศษไม้ไป ซึ่งไม้กระดานที่เห็นนี้ล้วนแต่เป็นไม้ยาวชิ้นเดียวโดยตลอด แสดงให้เห็นว่าต้นไม้ใหญ่ลำตรงต้นที่ได้คุณภาพภายในประเทศเพื่อนบ้านแห่งนี้ยังอุดมสมบูรณ์อยู่ไม่ใช่น้อย

ทั้งนี้ชาวเขมรแดงเหล่านี้ไม่ได้ยากจนข้นแค้นอย่างสภาพที่พักอาศัยหรือการแต่งกายที่เห็นภายนอก เพราะครอบครัวทั้งหมดนี้ต่างก็ประกอบอาชีพขุดทองกันแทบทั้งนั้น เพียงแต่พวกเขาไม่นิยมที่จะเก็บทรัพย์สินเงินทองไว้ในที่พักให้เป็นอันตราย แต่จะหอบไปเก็บในบัญชีธนาคารซะส่วนใหญ่ และด้วยการดำรงชีวิตกลางป่าเขาเช่นนี้ จึงยิ่งไม่มีความจำเป็นในการใช้จ่ายฟุ่มเฟือยใดๆ ทั้งสิ้น ทำมาหาได้เท่าไหร่ก็คงจะกลายเป็นมรดกตกทอดไปให้รุ่นลูกรุ่นหลานเป็นผู้ใช้เงินเสียมากกว่า

 
Resizereveal08.jpg picture by jade_ornament
 
เมื่อคณะฯ แบ่งออกเป็น 2 ทีมแล้ว เจ้าหน้าที่ทหารก็ต้องแบ่งออกเป็น 2 ทีมเช่นกัน เพื่อคอยคุ้มกันดูแลให้ได้ทั่วถึง ไม่ว่าพวกเราจะแยกเดินไปยังจุดใดก็ตาม จะมีเจ้าหน้าที่ทหารคอยเดินประกบและสอดส่องอยู่ในสายตาตลอดเวลา แม้กระทั่งในยามที่ผู้หญิงเพียงสองคนในคณะฯ ต้องการไปทำธุระส่วนตัว และเนื่องจากห้องสุขาที่เห็นในภาพนี้เรียกได้ว่าเป็นห้องที่สุดหรูแล้วเช่นกัน แต่พวกเรามิอาจจะทำธุระภายในรั้วไม้กั้นพร้อมมีทหารสอดส่องอยู่ได้จริงๆ จึงได้เสาะหาจนกระทั่งรู้ว่ามีโรงสกัดแห่งหนึ่งอยู่ไม่ไกลมีห้องสุขาที่เป็นส้วมซึมอยู่ เรียกได้ว่าไฮโซที่สุดในละแวกนี้เลยก็ว่าได้ นายทหารก็จำเป็นต้องแบกปืนเดินตามไปส่งพวกเรา รวมถึงคอยจนกระทั่งทำธุระเสร็จ แหมมม…เกรงใจจริงๆ

สาวน้อยตากลมใส่สร้อยไข่มุกเม็ดโตในภาพนี้เป็นเถ้าแก่เนี๊ยร้านขายของชำ ซึ่งจัดว่าเป็นซุปเปอร์มาร์เก็ตศูนย์รวมสินค้าของที่นี่เลยทีเดียว ในประเทศกัมพูชานี้สินค้าที่ตีตราว่าเมดอินไทยแลนด์ถือเป็นสินค้าระดับไฮ-เอนด์ที่สุดยอดแห่งคุณภาพ คล้ายๆ กับคนไทยที่ชื่นชอบสินค้าแบรนด์เนมจากประเทศฝรั่งมังค่ายังไงยังงั้น นอกจากนี้เครื่องดื่มของไทยที่เห็นวางขายอยู่ทั่วไป คาดว่าคงจะเป็นที่นิยมไม่ใช่เล่น นั่นก็คือ น้ำชาเขียวยี่ห้อโออิชิโดยเฉพาะรสน้ำผึ้ง และเครื่องดิ่มเสริมพลังงานยี่ห้อคาราบาวแบบบรรจุกระป๋อง

 
Resizereveal09.jpg picture by jade_ornament
 
วันที่ 25 มีนาคม 2551

ตลอดวันนี้คณะฯ เสียเวลาไปกับการเดินทางจากตัวเมืองกระแจะกลับเข้าสู่กรุงพนมเปญไปมาก โดยระหว่างทางได้แวะพักรับประทานอาหารที่ภัตตาคารในกำปงจามอีกเช่นเคย และในคืนนี้พวกเราก็ได้เข้าพักที่โรงแรมอันแสนจะตรงกันข้ามกับโรงแรมในตัวเมืองกระแจะโดยสิ้นเชิง

ตั้งแต่ 7:30 น. จากตัวเมืองกระแจะ พวกเราเดินทางมาถึงโรงแรมที่พักในกรุงพนมเปญก็เกือบจะ 17:00 น. อยู่แล้ว Hotel Cambodiana เป็นโรงแรมระดับ 4 ดาวที่เพิ่งได้รับการปรับปรุงพัฒนาเมื่อไม่นานมานี้ สิ่งอำนวยความสะดวกมีบริการครบครัน ความสะอาดเรียกว่าดีมากทีเดียว แต่ไม่ว่ายังไงคุณภาพของพนักงานบริการก็ยังสู้ประเทศไทยเราไม่ได้อยู่ดี สำหรับทำเลที่ตั้งของโรงแรมนี้เรียกว่าค่อนข้างได้เปรียบเนื่องจากอยู่ติดริมแม่น้ำโขง และตั้งอยู่ไม่ไกลจาก นากา คาสิโน (Naga Casino)

นากา คาสิโน เป็นคาสิโนที่ถูกต้องตามกฎหมาย และเป็นคาสิโนขนาดใหญ่ที่สุดในกัมพูชา สามารถเดินเท้าจากโรงแรม Cambodiana ถึงกันได้เนื่องจากอยู่คนละฝั่งถนนด้านหลังโรงแรมเท่านั้น ค่ำคืนนี้หลังมื้ออาหารค่ำแล้ว คณะของเราจึงมุ่งไปที่คาสิโนแห่งนี้กัน ซึ่งต้องขออนุญาตเซ็นเซอร์ไม่กล่าวถึงรายละเอียดภายในคาสิโนเพื่อไม่เป็นการส่งเสริมด้านการพนัน (ได้ข่าวว่าเมื่อวันที่ 12 เมษายน ที่ผ่านมานี้ นากา คาสิโน เกิดเพลิงไหม้อย่างหนักทำให้ต้องอพยพนักท่องเที่ยวกันจ้าละหวั่นทีเดียว น่าเห็นใจนักท่องเที่ยวที่เดินทางไปในช่วงนั้นจริงๆ ไม่รู้ว่าเป็นอย่างไรกันบ้าง – เนื่องจากทำรีวิวในเดือน พฤษภาคม แต่ข่าวไฟไหม้อยู่ในช่วงเดือน เมษายน รูปประโยคเลยฟังดูเป็น past tense ไปซักหน่อย)

ในตอนกลางดึกขากลับจากคาสิโนแห่งนี้ บรรยากาศของที่นี่ดูไม่ค่อยปลอดภัยนัก หากไม่มีความจำเป็นแล้วล่ะก็ไม่ควรออกมาเดินเตร็ดเตร่ยามค่ำคืนกลางกรุงพนมเปญโดยเด็ดขาด ซึ่งตำรวจในประเทศกัมพูชานี้ก็แทบจะไม่มีให้เห็นเนื่องจากรายได้จากการรับราชการตำรวจนั้นแสนน้อยนิด ทำให้ตำรวจไม่มีความรับผิดชอบในการปฏิบัติหน้าที่กันซักเท่าไรนัก แต่จะหันไปหาธุรกิจอะไรทำส่วนตัวและให้เวลากับกิจการของตัวเองซะมากกว่า

 
Resizereveal10.jpg picture by jade_ornament
 
วันที่ 26 มีนาคม 2551

เช้านี้ทุกคนพากันตื่นสายกว่าที่เคย ขณะที่ชาวจีนบางคนในคณะฯ ยังไม่กลับจากคาสิโนด้วยซ้ำไป เวลาว่างที่เหลือในวันนี้ทุกคนจึงแยกย้ายกันพักผ่อนตามอัธยาศัย ซึ่งตัวเองและชาวจีนบางส่วนเลือกเดินเท้าจากโรงแรมที่พักไปยังพระบรมมหาราชวัง (The Royal Palace) กัน

ตามถนนหนทางไม่เพียงแค่ในกรุงพนมเปญเท่านั้น แต่เกือบจะทุกที่ที่เดินทางผ่านมา จะเห็นปั๊มน้ำมันลักษณะดังภาพอยู่ทั่วไป เป็นปั๊มน้ำมันสำหรับรถจักรยานยนต์ ซึ่งก็ไม่ทราบเหมือนกันว่าเค้าคิดค่าบริการกันยังไงสินะ

ผู้คนที่นี่เวลาต้องการจะซื้อรถสักคันหนึ่งไม่ว่าจะเป็นจักรยานยนต์หรือรถยนต์ก็ตาม จะต้องชำระด้วยเงินสดเท่านั้นไม่มีระบบผ่อนไฟแนนซ์อย่างเมืองไทย ผู้ที่จะสามารถซื้อหารถยนต์ได้จึงต้องเป็นคนมีฐานะพอสมควร เท่าที่เห็นมีรถยนต์ระดับไฮ-เอนด์จำนวนไม่น้อยวิ่งอยู่บนถนนทั่วกรุงพนมเปญ และที่นิยมมากที่สุดเห็นจะเป็น Lexus ที่มีอยู่เกลื่อนท้องถนน ความแตกต่างระหว่างฐานะของสังคมชาวกัมพูชาจึงเห็นได้ว่าค่อนข้างมีช่องว่างขนาดใหญ่ คนมีเงินก็ดูเหมือนจะรวยล้นฟ้า ในขณะที่คนยากจนแทบจะต้องกัดก้อนเกลือกิน

มีอยู่สิ่งหนึ่งทื่ยืนยันความจริงของเรื่องราวเกี่ยวกับรถยนต์ในประเทศไทยเรา ที่ว่ากันว่าเมื่อถูกขโมยแล้วจะนำไปส่งผ่านด่านปอยเปตไปยังประเทศเขมรนั้นมีมูลความจริง เนื่องจากมีคนพื้นที่ในกัมพูชาที่มาร่วมกับคณะของเราเล่าว่า ครั้งหนึ่งตอนที่เขาไปเลือกซื้อรถยนต์จากแหล่งจำหน่ายรถยนต์มือสองนั้น เมื่อเปิดที่บังแดดตรงหน้าที่นั่งคนขับออกมา ปรากฎว่ายังมีเอกสารทะเบียน ประกันภัย ใบขับขี่ ฯลฯ ของเจ้าของรถคนเก่าซึ่งเป็นคนไทยเก็บอยู่ในนั้นเลย

 
Resizereveal11.jpg picture by jade_ornament
 
การข้ามถนนในประเทศเพื่อนบ้านหลังนี้เป็นเรื่องค่อนข้างสับสนสำหรับคนไทยอย่างเรามาก เนื่องจากการเดินรถซ้าย-ขวาตรงข้ามกับบ้านเรา เวลาข้ามถนนในประเทศไทยเราจะต้องมองทางด้านชวามือ แต่หากนำมาใช้ที่นี่แล้วล่ะก็อาจจะโดนรถเสยเอาง่ายๆ จึงต้องคอยเตือนตัวเองตลอดเวลาที่ข้ามถนนว่ามองซ้าย มองซ้าย…

เดินมาจนถึง Oknha Chhun Street เพื่อจะไปยังพระบรมมหาราชวัง (The Royal Palace) หรืออีกชื่อหนึ่งว่า พระราชวังเขมรินทร์ อันเป็นที่ประทับของกษัตริย์องค์ปัจจุบัน สมเด็จนโรดม สีหโมณี (Norodom Sihamoni)

 
Resizereveal12.jpg picture by jade_ornament
 
รถสามล้อเครื่อง หรือ รถตุ๊กตุ๊ก (Tuk Tuk) ที่ไม่แค่ให้บริการนำเที่ยวภายในตัวเมืองเท่านั้น แต่ยังให้บริการรวมไปถึงบริเวณแถบปริมณฑล รวมถึงรับจ้างไปส่งถึงสนามบินด้วยเช่นกัน… รถตุ๊กตุ๊ก นี้นับเป็นคู่แข่งตัวฉกาจที่เข้ามาเบียดบังให้รถสามล้อถีบ หรือ ซิโคล่* (Cyclo) ที่เคยเป็นสัญลักษณ์อันโดดเด่นของกรุงพนมเปญกำลังจะสูญหายไป ด้วยความที่รถซิโคล่เป็นรถที่อาศัยแรงขาของสารถีไหนเลยจะสู้ความเร็วจากเครื่องยนต์อย่างรถตุ๊กตุ๊กได้ นอกจากความเร็วที่ไม่อาจแข่งขันได้แล้ว สภาพอันทรุดโทรมของตัวรถที่เหมือนถูกซ้ำเติมจากภาวะรายได้ก็เป็นอีกสาเหตุหนึ่ง ยิ่งขาดรายได้ก็ยิ่งขาดการบำรุงรักษาสภาพให้สวยงามไว้ ตอกย้ำให้รถซิโคล่ยิ่งได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยวน้อยลงไปทุกที

ปัจจุบันนี้สารถีรถซิโคล่จำนวนไม่น้อยที่ไม่อาจอดทนต่อสู้กับรายได้ที่หดหายไป จากการที่รถตุ๊กตุ๊กแย่งชิงผู้โดยสารที่นับวันต้องการความรวดเร็วในการสัญจรมากยิ่งขึ้น จำนวนไม่น้อยที่ต้องผันตัวเองไปขับสามล้อเครื่องบ้าง เหลือเพียงกลุ่มเล็กๆ ที่ยังคงกัดฟันดิ้นรนยังชีพด้วยการเป็นสารถีรถซิโคล่สัญลักษณ์แห่งกรุงพนมเปญนี้สืบต่อไป แต่ก็ไม่อาจจะรอคอยให้บริการแก่ผู้โดยสารเพียงอย่างเดียวได้ จึงต้องหันหารายได้ด้วยการรับบริการขนส่งสิ่งของสัมภาระอื่นๆ ทั่วไปด้วย  

หากมีโอกาสได้ไปเยือนกรุงพนมเปญแล้ว การเลือกใช้บริการรถสามล้อถีบ หรือซิโคล่นี้ ไม่เพียงแต่เป็นการค่อยๆ เที่ยวชมเมืองให้ได้อย่างทั่วถึง แต่ยังช่วยอนุรักษ์สัญลักษณ์แห่งกรุงพนมเปญไม่ได้เหือดหายไป เหนื่อสิ่งอื่นใดเป็นการช่วยต่อลมหายใจให้เหล่าสารถีที่จำต้องอาศัยรถซิโคล่ในการดำรงชีวิตอยู่ไม่ว่าจะเพราะด้วยใจรักหรือเพราะไม่มีหนทางให้เลือกก็ตาม… แต่ต้องขอยอมรับอย่างไม่มีข้อโต้แย้งว่า แม้กระทั่งตัวเองก็ยังไม่มีโอกาสได้ใช้บริการรถซิโคล่นี้เลย เนื่องจากตลอดหนทางจาก Hotel Combodiana ไปจนถึงพระราชวังฯ นี้ ไม่มีรถซิโคล่ปรากฎให้เห็นแม้แต่คันเดียว คาดว่าคงจะโยกย้ายแหล่งทำกินไปอยู่ตามตลาดที่มีโอกาสให้พวกเค้าได้ทำเงินจากการรับขนส่งสิ่งของเสียมากกว่า ผิดกับรถตุ๊กตุ๊กจำนวนมากมีให้เห็น หลายคนไล่ขับตามตื๊อกลุ่มนักท่องเที่ยวที่เดินเท้าอยู่ไปตลอดทาง มีการยื้อแย่งผู้โดยสารกันเองต่อหน้าต่อตา พยายามเกลี้ยกล่อมให้ใช้บริการของพวกเขาให้ได้ ทั้งนี้รถสามล้อเครื่องก็ไม่ได้เลวร้ายนัก หากมีความจำเป็นต้องใช้บริการก็อย่าลืมที่จะต่อรองหาราคาที่เหมาะสมก็แล้วกัน

* รถซิโคล่ เป็นรถสามล้อถีบที่ผู้โดยสารจะต้องนั่งบนเก้าอี้โดยสารด้านหน้าสารถี และอาศัยแรงขาของสารถีในการเคลื่อนที่

 
Resizereveal13.jpg picture by jade_ornament
 
พระที่นั่งริมน้ำ ซึ่งตั้งอยู่ฝั่งตรงข้ามหน้าพระบรมมหาราชวัง เป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจติดริมฝั่งทะเลสาปเขมร (โตนเลสาบ – Tonle Sap River) และ ณ บริเวณนี้เป็นจุดที่โตนเลสาบตอนล่างไหลมาเชื่อมต่อกับแม่น้ำแม่โขง (Mekong River) พอดิบพอดี ในภาษาเขมร คำว่า โตนเล แปลว่า แม่น้ำ ส่วนคำว่า สาบ แปลว่า จืด โดยรวมแล้วหมายถึงแหล่งน้ำจืดขนาดใหญ่นั่นเอง

โตนเลสาบนี้ มีขนาดใหญ่ครอบคลุมพื้นที่ถึง 5 จังหวัด อีกทั้งเป็นแหล่งน้ำจืดขนาดที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และเป็นแหล่งความอุดมสมบูรณ์ที่หล่อเลี้ยงชาวกัมพูชาทั้งประเทศตลอดจนเพื่อนบ้านใกล้เคียงอย่างเช่นประเทศไทย ซึ่งหากต้องการท่องเที่ยวและเรียนรู้วิถีชีวิตความเป็นอยู่ของชาวประมงนับพันครอบครัว ซึ่งส่วนใหญ่สร้างบ้านลอยน้ำเพื่ออยู่อาศัยกัน จะต้องไปเที่ยวชมบริเวณตอนบนของโตนเลสาบในจังหวัดเสียมเรียบ อันเป็นสถานทื่ท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวอีกแห่งหนึ่งนอกเหนือจากการเที่ยวชมนครวัดนครธม (Angkor Wat) แล้ว

 
Resizereveal15.jpg picture by jade_ornament
 
บริเวณลานพักผ่อนตรงพระที่นั่งริมน้ำแห่งนี้ เมื่อถึงเวลาเย็นย่ำจะมีชาวกัมพูชาทุกผู้ทุกวัยมาเดินเล่นพักผ่อนกันเป็นจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นชาวบ้านที่มาอาศัยประโยชน์จากแม่น้ำในการดำรงชีวิต เหล่าเด็กน้อยที่มาลงเล่นน้ำเพื่อคลายร้อน ครอบครัวที่พากันมานั่งล้อมวงรับประทานอาหาร และในบางครั้งก็กลายเป็นสนามฟุตบอลชั่วคราวด้วยเช่นกัน สถานที่แห่งนี้จึงเป็นสถานที่ที่น่าสนใจไม่น้อยสำหรับการมายลเรื่องราวชีวิตความเป็นอยู่ของชาวกรุงพนมเปญได้เป็นอย่างดี หากมีโอกาสแล้วล่ะก็ที่นี่เป็นอีกสถานที่หนึ่งซึ่งไม่ควรพลาดในการมาลั่นชัตเตอร์เก็บภาพวิถีชีวิตของผู้คนชาวพนมเปญ… แต่ตัวเองนี่แหละที่พลาดโอกาสนั้นซะแล้ว เพราะเวลาที่มีอยู่อย่างจำกัดเสียเหลือเกิน
 
Resizereveal14.jpg picture by jade_ornament
 
ท่ามกลางอากาศที่ร้อนอบอ้าว ในที่สุดก็พาตัวเองเดินมาถึงพระราชวังฯ เสียที กว่าจะมาถึงเล่นเอาสับสนกับการมองเหลียวซ้ายแลขวาเวลาข้ามถนนไปหลายยกเหมือนกัน พระราชวังฯ แห่งนี้เรียกเก็บค่าธรรมเนียมเข้าสถานที่จำนวน KHR 25,000 (KHR = Cambodia Riel) หรือ คิดเป็นเงิน US$ 6.30 – 6.50 โดยประมาณ และมีเวลาปิดพักช่วงกลางวันระหว่าง 11:00 – 14:00 น. ฉะนั้นก่อนเดินทางไปเที่ยวชมพระราชวังฯ ต้องวางตารางเวลาให้ดี สำหรับการแต่งกายก็เช่นเดียวกับการเข้าชมพระบรมมหาราชวังของไทยเรา ไม่สวมกางเกงขาสั้น, กระโปรงสั้น, เสื้อแขนกุด ห้ามสวมหมวก และไม่อนุญาตให้นำสัมภาระหรือกระเป๋าเดินทาง รวมถึงสัตว์เลี้ยงเข้าภายในเขตพระราชวังฯ
 
Resizereveal16.jpg picture by jade_ornament
 
ด้วยความที่ไม่มีความรู้เกี่ยวกับพระบรมมหาราชวังแห่งนี้สักเท่าไหร่ ประกอบกับประวัติเรื่องราวต่างๆ เกี่ยวกับพระราชวังฯ แห่งนี้สามารถสืบค้นจากอินเตอร์เน็ตได้อย่างง่ายดาย จึงไม่ขอเอ่ยถึงรายละเอียดเกี่ยวกับพระราชวังฯ นี้มากนัก แต่สิ่งหนึ่งที่อยากจะกล่าวถึงก็คือ จริงดังที่ได้รับรู้มาว่าระบบการจัดวางผังของพระราชวังฯ แห่งนี้ช่างดูละม้ายคล้ายคลึงกับพระบรมมหาราชวังของประเทศไทยจริงๆ
 
Resizereveal17.jpg picture by jade_ornament
 
สำหรับเรื่องที่ว่าใครเป็นต้นแบบการจัดวางผังพระราชวังฯ ระหว่างไทยและกัมพูชานั้น ยังเป็นเรื่องที่ตัวเองสับสนอยู่ เนื่องจากตามที่ได้ยินได้สืบค้นข้อมูลจากแหล่งในประเทศไทย ต่างกล่าวว่าพระราชวังเขมรินทร์จำลองมาจากพระบรมมหาราชวังแห่งรัตนโกสินทร์ของไทย แต่ครั้นได้ยินเรื่องราวจากชาวกัมพูชากลับได้ยินแตกต่างออกไป คือ พระราชวังเขมรินทร์เป็นต้นแบบที่ถูกจำลองไปเป็นพระบรมมหาราชวังของไทยซึ่งสามารถสร้างได้วิจิตรงดงามกว่าต้นแบบ… อันนี้ไม่กล้าแสดงความคิดเห็น คงต้องพึ่งนักประวัติศาสตร์ที่เป็นกลางอย่างแท้จริงเป็นผู้เฉลยเสียดีกว่า

แต่สิ่งหนึ่งที่แน่ชัดก็คือ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 ทรงมีความเกี่ยวพันกับปราสาทขอมอยู่มาก เคยมีกระแสรับสั่งให้ขุนนางรื้อถอนปราสาทหินนครวัดมาไว้ในเขตแดนสยาม แต่ก็ต้องประสบกับความล้มเหลวเนื่องจากความใหญ่โตของปราสาทหิน แต่พระองค์ยังทรงไม่ลดละความพยายาม จนกระทั่งปลายรัชสมัย พระองค์ทรงรับสั่งให้ขุนนางเดินทางไปเสียมราฐถ่ายภาพปราสาทนครวัดมาเป็นต้นแบบจำลองสร้างไว้ในวัดพระศรีรัตนศาสดาราม เพื่อเป็นพระบรมราชานุสรณ์แสดงถึงราชวงศ์จักรีที่เป็นเจ้าเหนือเขมรในยุคสมัยหนึ่ง

ประวัติศาสตร์ระหว่างเมืองสยามกับประเทศขอมมีความสัมพันธ์อันบอบบางมาแสนยาวนาน ฉะนั้นหากไม่ได้มีเหตุจำเป็นอย่างสุดซึ้งแล้ว ก็อย่าเข้าเรื่องสนทนาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเมื่อยามไปเยือนเพื่อนบ้านหลังนี้เลยจะดีกว่า

ภาพถ่าย : พระที่นั่งเทวาวินิจฉัย (Preah Tineang Tevea Vinichhay or The Throne Hall) ถ่ายจากด้านหน้าประตูฝั่งตะวันออก (The Eastern Gate or The Victory Gate)

 
Resizereveal18.jpg picture by jade_ornament
 
พระราชวังฯ แห่งนี้ มองดูแล้วยังไม่ได้รับการบูรณะปฏิสังขรณ์ที่ดีเท่าที่ควร อย่างเช่น ในส่วนของพระเจดีย์เงิน (Silver Pagoda or Temple of the Emerald Buddha) อันเป็นที่ประดิษฐานขององค์พระแก้วมรกตของเขมร ที่ถูกปูลาดพื้นด้วยแผ่นเงินแท้กว่า 5,000 แผ่น หากสังเกตให้ดีแล้วจะเห็นว่า แผ่นเงินหลายแผ่นที่โครงเครงไม่ติดแนบสนิทกับพื้นผิวนัก จะถูกยึดติดด้วยเทปกาวใสหรือสก็อตเทปใสนั่นเอง ทำให้เกิดคราบกาวเลอะเทอะเปรอะเปื้อนอยู่บนผิวกระเบื้องเงินนั้นๆ เมื่อสอบถามจากเจ้าหน้าที่ผู้ดูแลว่าทำไมไม่ดูแลรักษาด้วยวิธีที่น่าจะเป็นการดีกว่านี้ ก็ได้รับคำตอบว่าการยึดติดด้วยสก็อตเทปใสนี่ดีอยู่แล้ว เพราะหากจำเป็นต้องเคลื่อนย้ายแผ่นกระเบื้องจะทำได้สะดวกและไม่ต้องเสียเวลากระเทาะออก… อันนี้ในฐานะที่ไม่ได้มีความรู้ด้านการบูรณะปฏิสังขรณ์ศิลปะวัตถุก็ขออนุญาตงงกับการดูแลรักษาสิ่งที่เป็นทรัพย์มรดกของประเทศนี้จริงๆ

ภาพถ่าย : พระที่นั่งจันท์ฉายา (Preah Tineang Chanchhaya)

 
Resizereveal19.jpg picture by jade_ornament
 
ต้นสาละ (Sal) ที่เคยพบเห็นมาหลายหนตามสถานที่สำคัญทางศาสนาต่างๆ แต่ไม่เคยได้เห็นผลของต้นสาละนี่ซักที ในที่สุดก็ได้เห็นแล้วจากที่พระราชวังฯ แห่งนี้ ต้นสาละสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้มากมาย เนื่องจากเป็นไม้เนื้อแข็ง ลำต้นจึงสามารถนำไปใช้ปลูกสร้างที่อยู่อาศัยหรือข้าวของเครื่องใช้เฟอร์นิเจอร์ต่างๆ ได้ ในขณะที่ดอกและผลก็มีสรรพคุณทางยามากมาย และด้วยลักษณะของผลที่กลมโตขนาดเท่ากับผลส้มโอนี้ดูคล้ายกับลูกกระสุนปืนใหญ่โบราณ ทำให้ต้นสาละมีชื่อเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า ต้นลูกปืนใหญ่ (Cannonball Tree หรือ Big Gun Tree)
 
Resizereveal20.jpg picture by jade_ornament
 
กรุงพนมเปญในปัจจุบันนี้ได้รับการฟื้นฟูขึ้นมาก แต่ถึงอย่างไรบ้านเรือนและอาคารหลายแห่งก็ยังคงทิ้งร่องรอยแห่งความทรุดโทรมอันเป็นผลกระทบจากสงครามอันยืดเยื้อยาวนาน…
 
Resizereveal21.jpg picture by jade_ornament
 
ในยุคหลังสงคราม เมื่อกองทัพเขมรแดงเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ไปแล้ว รัฐบาลอนุญาตให้ชาวกัมพูชาเข้าจับจองพื้นที่ บ้านเรือน ใดๆ ก็ได้ทั้งสิ้น ใครเข้ายึดครองได้ก่อนก็ถือครองเป็นเจ้าของไปโดยปริยาย ในปัจจุบันนี้ทุกพื้นที่ในกรุงพนมเปญต่างถูกจับจองจนหมด แต่พื้นที่ในจังหวัดห่างไกลชาวกัมพูชาก็ยังคงใช้วิธีเข้าครอบครองพื้นที่ด้วยวิธีแบบมาก่อนได้ก่อนกันอยู่
 
Resizereveal22.jpg picture by jade_ornament
 
เมื่อตอนเดินทางไปยังจังหวัดกระแจะ ตามชานเมืองกระแจะจะมีพื้นที่ป่าถูกถางไม้ให้เห็นเป็นจำนวนมาก ซึ่งเกิดจากชาวบ้านพากันเข้าตัดไม้แผ้วถางเผาหญ้าให้เกิดเป็นพื้นที่โล่งและเข้าล้อมรั้วจับจองความเป็นเจ้าของพื้นที่กัน และไม้ที่ได้จากการโค่นล้มลงก็นำมาปลูกสร้างที่อยู่อาศัยบนพื้นที่นั้น… เนื่องจากทรัพยากรป่าไม้ของประเทศแห่งนี้ยังอุดมสมบูรณ์อยู่มาก รัฐบาลและประชาชนจึงยังมองไม่เห็นความสำคัญ คนไทยอย่างเราจึงได้แต่เสียดายเมื่อมองเห็นต้นไม้ใหญ่ลำต้นตรงสูงชะรูดถูกโค่นล้มระเนระนาดเหมือนไร้ค่าแบบนั้น
 
Resizereveal23.jpg picture by jade_ornament
 
ในภาพคือ พลับพลาที่ประทับแห่งนโปเลียนที่ 3 (The Pavilion of Napoleon III) ซึ่งพระราชินี Eugenie แห่งฝรั่งเศส ทรงประทับระหว่างร่วมงานพิธีเปิดคลองสุเอซ (Suez Canal) ต่อมาภายหลังพระเจ้านโปเลียนที่ 3 ทรงพระราชทานให้แก่ สมเด็จนโรดม สีหโมณี โดยนำมาสร้างขึ้นใหม่ภายในพระบรมมหาราชวังแห่งนี้ ช่างเป็นความแตกต่างกันอย่างลงตัวของศิลปะต่างแขนงซะจริง ปัจจุบันถูกใช้เป็นห้องแสดงผลงานศิลปะ ภาพวาดสีน้ำมัน ภาพถ่ายของพระมหากษัตริย์องค์ก่อนๆ ของพระราชอาณาจักรกัมพูชา และงานศิลปะล้ำค่าต่างๆ
 
Resizereveal24.jpg picture by jade_ornament
 
เหล็กดัดลวดลายอ่อนช้อยบนบานประตูภายในพระราชวังฯ
 
Resizereveal25.jpg picture by jade_ornament
 
บานประตูอีกชั้นก่อนจะเข้าสู่บริเวณรั้วที่ตั้งพระเจดีย์เงิน  (Silver Pagoda or Temple of the Emerald Buddha)
 
Resizereveal26.jpg picture by jade_ornament
 
รอบรั้วด้านในจะมีภาพเขียนฝาผนังแสดงเรื่องราวรามเกียรติ์อยู่ (Gallery of Ramaketi Frescoes)
 
Resizereveal27.jpg picture by jade_ornament
 
ภาพเขียนฝาผนังรามเกียรติ์ (Gallery of Ramaketi Frescoes)
 
Resizereveal28.jpg picture by jade_ornament
 
นางอัปสร ที่พบเห็นได้ตลอดทุกหนแห่งในแดนสิงหล (Apsara) "อัป" หมายถึง น้ำ และ "สร" หมายถึง การเคลื่อน รวมหมายถึง การเคลื่อนไปในน้ำ ซึ่งแสดงถึงการกำเนิดของเหล่านางอัปสร ที่เกิดขึ้นจากการกวนเกษียรสมุทรเพื่อให้ได้มาซึ่งน้ำอมฤตของเหล่าเทวดาและยักษานั่นเอง
 
Resizereveal29.jpg picture by jade_ornament
 
เรือโบราณที่ถูกนำมาประยุกต์เป็นภาชนะปลูกบัวได้อย่างสวยงาม
 
Resizereveal30.jpg picture by jade_ornament
 
ประติมากรรมฝาผนัง เทวตำนานการกวนเกษียรสมุทร (The Story of the churning of the Ocean of Milk) เหมือนกับที่โถงผู้โดยสารขาออกระหว่างประเทศของสนามบินสุวรรณภูมิ ซึ่งเคยได้สรุปโดยย่อเกี่ยวกับเรื่องราวการกวนเกษรียรสมุทรนี้ไว้แล้วในริวิว Trip in USA
 
Resizereveal31.jpg picture by jade_ornament
 
แล้วก็ถึงเวลาต้องบอกลาเมืองขแมร์กันซักที ปิดท้ายกันด้วย อนุสาวรีย์เอกราชกัมพูชา (Independent Monument) ที่สร้างขึ้นเพื่อแสดงถึงความเป็นเอกราชที่ราชอาณาจักรกัมพูชาได้กลับคืนมาจากประเทศฝรั่งเศสนั่นเอง
 
Resizereveal32.jpg picture by jade_ornament
 
 

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s