Take a rest @ Suanson in one day: ฟ้าสวย หาดทรายขาว ไปกับขบวนรถไฟนำเที่ยวสวนสนประดิพัทธ์

Posted: June 26, 2008 in Travel
22 มิถุนายน 51

หลายปีก่อน.. เคยมีโอกาสใช้บริการรถไฟนำเที่ยวอยู่หนหนึ่ง ซึ่งเป็นเส้นทางท่องเที่ยวน้ำตกไทรโยค – สะพานข้ามแม่น้ำแคว – สุสานทหารพันธมิตร ในตอนนั้นตั๋วโดยสารยังคงเป็นตั๋วแข็งสีส้มใบเล็กๆ แลดูคลาสสิค แต่ยุคสมัยได้เปลี่ยนแปลงไป ตั๋วโดยสารสมัยนี้เป็นกระดาษแบบฟอร์มที่สั่งพิมพ์จากคอมพิวเตอร์ไปแล้ว

มาวันนี้ได้มีโอกาสใช้บริการรถไฟนำเที่ยวอีกครั้ง กับเส้นทางที่ได้รับความนิยมเป็นอันดับ 1 ฉะนั้นการจองตั๋วโดยสารล่วงหน้าจึงหลีกเลี่ยงไม่ได้สำหรับการท่องเที่ยวในเส้นทางนี้… โชคยังดีที่พวกเราจองตั๋วล่วงหน้าเพียงแค่ 2 วัน แต่ยังพอมีที่นั่งเหลือให้พวกเราได้อยู่ แต่ก็เพราะการจองล่าช้านี่เองทำให้พวกเราได้ที่นั่งหันหลังพิงกับด้านข้างของตัวถังรถไฟ ซึ่งนั่งไม่ค่อยจะสบายซะเท่าไหร่นัก

รายละเอียด
ขบวนรถ: ขบวนรถพิเศษนำเที่ยวที่ 911
เส้นทาง: กรุงเทพ – สวนสนประดิพัทธ์ (แวะนมัสการพระปฐมเจดีย์)
เวลาเดินทาง: 16:30 น. – 19:25 น. โดยประมาณ
                  (แวะนมัสการพระปฐมเจดีย์ 40 นาที โดยประมาณ)
                  (พักผ่อนชายทะเลสวนสนฯ 4 ชั่วโมง 40 นาที โดยประมาณ)
ราคาค่าโดยสารไป-กลับ: ตู้นั่งพัดลมชั้น 3 ที่นั่งละ 100 บาท
สำรองตั๋วได้ที่: ห้องจำหน่ายตั๋วล่วงหน้า สถานีรถไฟหัวลำโพง

สามารถเข้าไปดูรายละเอียด และ เลือกเส้นทางการท่องเที่ยวโดยรถไฟนำเที่ยวได้ที่
เว็บไซด์ของการรถไฟแห่งประเทศไทย :
http://www.railway.co.th/tour/tour_1.asp

 

suanson01.jpg picture by jade_ornament

ขบวนพิเศษนำเที่ยวที่ 911 กำหนดออกจากสถานีกรุงเทพ เวลา 6:30 น. เมื่อมาถึงสถานีฯ มองนาฬิกาเป็นเวลาหกโมงเช้าเศษๆ จากนั้นไม่นานนัก เพื่อนร่วมเดินทางก็มาถึง… และเช้านี้ พวกเราอิ่มท้องกันด้วยข้าวเหนียวหมูปิ้งคนละชุด กับวาฟเฟิ่ล รสออริจินัล คนละชิ้น พอประทังไปได้จนถึงมื้อเที่ยงล่ะ
 
suanson03.jpg picture by jade_ornament
 
ภายในรถไฟยังคงสภาพเอาไว้ได้เป็นอย่างดี นั่นคือ คงสภาพความเก่ายังไงก็ยังคงเก่าอยู่อย่างนั้น .. อะไรคือสาเหตุที่ทำให้ระบบขนส่งมวลชนของไทยถึงไม่ค่อยพัฒนาเท่าที่ควร เป็นเรื่องที่ประชาชนคงจะฝากความหวังไว้กับภาครัฐไม่ได้ ขอเพียงแค่ว่ายังคงมีระบบขนส่งมวลชนให้บริการอย่างต่อเนื่อง ไม่มีเหตุอันขุ่นข้องหมองใจทำให้ต้องปิดบริการเพื่อเรียกร้องอะไรกันบ่อยๆ เท่านี้ก็คงดีมากแล้วสำหรับประชาชนคนธรรมดาที่จำเป็นอย่างยิ่งยวดที่ต้องใช้ระบบขนส่งต่างๆ สัญจรไปมาเพื่อทำมาหาเลี้ยงชีพในชีวิตประจำวัน
 
suanson04.jpg picture by jade_ornament
 
เพราะเป็นเวลานับสิบปี เพิ่งจะมีโอกาสได้สัมผัสกับการโดยสารรถไฟอีกครั้ง จึงเพิ่งได้รับรู้ว่าสมัยนี้ในตู้รถไฟเต็มไปด้วยป้ายโฆษณาสินค้านานาชนิด เป็นภาพพิมพ์สีที่ยึดติดบนฟิวเจอร์บอร์ดแล้วนำไปติดตามผนังตู้โดยสารจุดต่างๆ เป็นอีกหนึ่งช่องทางช่วยสร้างรายได้ให้กับการรถไฟแห่งประเทศไทย
 
suanson05.jpg picture by jade_ornament
 
เวลา 07:40 น. ถึง “สถานีนครปฐม” และอีกเช่นกัน…ผ่านมาเนิ่นนานเหลือเกินที่ไม่ได้มากราบนมัสการองค์พระปฐมเจดีย์แห่งนี้ รู้สึกว่าร้านขายของริมสองข้างทางที่หน้าลานดูบางตา แม้จะยังมีร้านข้าวหลาม ขนมถ้วย ขนมหวาน ให้เห็นอยู่บ้าง แต่ก็ไม่ได้หนาแน่นเหมือนอย่างเมื่อคราวที่ได้มาตั้งแต่หลายปีก่อน ได้ยินว่ามีการจัดระเบียบให้ร้านค้าย้ายเข้าไปจำหน่ายในพื้นที่ที่จัดไว้ให้ด้านใน ทำให้อดหวนคิดถึงบรรยากาศเก่าก่อนไม่ได้ อันที่จริงแล้วหากสบโอกาสเหมาะๆ อยากจะมาเยือน “ตลาดหน้าองค์พระ” นี้หลังตะวันตกดินเสียมากกว่า หรือที่เรียกกันในสมัยนี้ว่า “ตลาดอาหารกลางคืน” ซึ่งตลาดแห่งนี้จะเปิดขายตั้งแต่ราวๆ หกโมงเย็นเป็นต้นไปจนดึกดื่นในขณะที่บางร้านก็ถึงกับโต้รุ่งกันเลยทีเดียว และที่ขึ้นชื่อจนเกือบจะเป็นสัญลักษณ์ของตลาดยามค่ำคืนแห่งนี้นี้ก็คือ “ไอศกรีมลอยฟ้า”  ที่เล็งไว้ว่าจะต้องหาโอกาสมาลิ้มลองและทดสอบฝีมือรับไอศกรีมให้ได้ซักครั้งหนึ่ง
 
suanson06.jpg picture by jade_ornament
 
สามล้อถีบเกือบทั้งหมด สภาพทั้งตัวรถและผู้เป็นเจ้าของดูผ่านร้อนผ่านหนาวมายาวนานไม่ต่างกัน คอยให้บริการระหว่างสถานีนครปฐมกับองค์พระปฐมเจดีย์ ซึ่งเจ้าหน้าที่ประจำบนรถไฟได้บอกกล่าวไว้ว่า อัตราค่าบริการเพียงแค่คนละ 10 บาท และสามารถโดยสารได้ 2 คนต่อ 1 คัน เงินเพียงเล็กน้อยนอกจากจะช่วยย่นระยะเวลาในการเดินทางให้รวดเร็วขึ้นแล้ว ยังเป็นการช่วยเหลือและกระจายรายได้ให้แก่สังคมอีกด้วย
 
suanson07.jpg picture by jade_ornament
 
ตัดกับฉากหลังของท้องฟ้าในมุมมองนี้แล้ว พาลทำให้คิดถึงถ้อยคำในตำนานเล่าขานว่า “….พระเจดีย์สูงเท่ากับนกเขาเหิน….”
 
suanson09.jpg picture by jade_ornament
 
ผ้าห่มองค์พระปฐมเจดีย์ ที่จัดไว้ให้ผู้มากราบไหว้ได้มีโอกาสจารึกชื่อก่อนนำขึ้นไปห่มองค์พระปฐมเจดีย์… เขียนไปก็คลางแคลงใจไปว่าเป็นการกระทำที่ดีแล้วจริงๆ หรือ? ในการเขียนจารึกบนผ้าที่เปรียบเสมือนจีวรสงฆ์แล้วนำไปห่มบนองค์พระปฐมเจดีย์อันเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมือง… แต่ก็ทำไปซะแล้ว
 
suanson10.jpg picture by jade_ornament
 
พระพุทธรูปปางต่างๆ ที่ประดิษฐานอยู่รอบฐานองค์พระ หากแต่ไม่ทันไรก็ครบเวลาที่จะต้องรีบกลับสถานีซะแล้ว มิฉะนั้นการเดินทางครั้งนี้อาจจะสิ้นสุดที่นครปฐมเนื่องจากตกรถไฟได้ จึงไม่มีเวลาให้เดินรีรอชมความงามกัน
 
suanson11.jpg picture by jade_ornament
 
ในตอนขากลับสถานี ตัดสินใจใช้บริการรถสามล้อถีบที่มาจอดจ่อรอนักท่องเที่ยวกันเต็มไปหมดจนเลือกไม่ถูกว่าจะขึ้นคันไหน
 
suanson12.jpg picture by jade_ornament
 
หลังจากคุณลุงสามล้อถีบคันหนึ่ง พาพวกเรามาส่งที่สถานีเป็นที่เรียบร้อยแล้ว สอบถามราคาค่าโดยสาร คุณลุงคิดราคาคนละ 15 บาท เลยย้อนถามคุณลุงว่า ไม่ใช่คนละ 10 บาทหรอกเหรอ? ด้วยความที่พวกเราได้ยินเจ้าหน้าที่บนรถไฟบอกมาแบบนั้น คุณลุงนิ่งเงียบไม่พูดไม่จา ก้มหน้ามองพื้นไม่สบตาพวกเราแม้แต่น้อย ทันใดนั้นก็ฉุกคิดถึงภาพสองขาอันผอมเกร็งของคุณลุงที่ออกแรงถีบพาพวกเราสองคนมาถึงสถานี หากคุณลุงมีทางเลือกที่ดีกว่านี้ คงไม่มาประกอบอาชีพที่ต้องอาศัยความแข็งแรงในสภาพสังขารอันโรยราเช่นนี้แน่นอน จำนวนเงินคนละ 15 บาท ไม่ได้มากมายแต่มันมีคุณค่ามากนักต่อคุณลุงที่ต้องแลกกับน้ำพักน้ำแรงเพื่อให้ได้มา …สังสรรค์มื้อเย็นเพียงครั้งเดียวในเมืองหลวงยังเป็นความสิ้นเปลืองกว่านี้อีกหลายเท่านัก…
 
suanson13.jpg picture by jade_ornament
 
แอบพกความรู้สึกผิดนิดๆ ที่ไปทักท้วงคุณลุงแบบนั้น กลับขึ้นรถไฟคันที่ 5 มุ่งหน้าไปสวนสนฯ กันต่อไป
 
suanson14.jpg picture by jade_ornament
ออกจากสถานีนครปฐมไม่ทันไรสองสาวก็หลับยาว ทำให้ได้ยินเสียงแค่เพียงแว่วๆ เมื่อตอนเจ้าหน้าที่มาประกาศสอบถามความต้องการของผู้โดยสารว่า ต้องการของซื้อของฝากอะไรกันบ้าง เช่น ขนมหม้อแกง น้ำตาลสด ห่อหมกปลา รวมไปถึงก๋วยเตี๋ยวปากท่อ ที่ปัจจุบันนี้ราคาห่อละ 10 บาท จากเมื่อก่อนราคาห่อละ 5 บาทเท่านั้น เจ้าหน้าที่พูดติดตลกว่า “แม่ค้าบอกว่าเพิ่มราคาแต่ก็เพิ่มเครื่อง ไม่รู้เพิ่มยังไง เพิ่มไปเพิ่มมาเหลือห่อเท่าเดิม”…

จากนั้นเจ้าหน้าที่จะให้เวลาผู้โดยสารได้คิดคำนวณกันก่อนว่า ต้องการฝากซื้อหาอะไรกันบ้างจากสถานีข้างหน้าที่รถไฟขบวนนี้จะแล่นผ่านไป เนื่องจากรถไฟขบวนนี้เป็นขบวนรวมระหว่างสองเส้นทางท่องเที่ยว คือ สายสวนสนประดิพัทธ์ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ และสายน้ำตกไทรโยค จังหวัดกาญจนบุรี จึงสามารถให้บริการซื้อหาของฝากเหล่านี้ให้กับผู้โดยสารได้… แต่แล้ว พวกเราก็ไม่ได้ฝากซื้ออะไรเลย เหตุเพราะว่าทันทีที่เจ้าหน้าที่พูดจบก็สลบต่อไม่ได้สติ เป็นอันว่าที่ตั้งใจไว้ว่าจะลิ้มรสก๋วยเตี๋ยวรถไฟดูซักหน่อยก็เป็นอันต้องผิดหวังไป

 
suanson15.jpg picture by jade_ornament
 
 
ตื่นมาเพียงแค่ไม่นาน ราวๆ 10:30 น. เห็นจะได้ ก็มาถึง “ที่หยุดรถสวนสนประดิพัทธิ์” พร้อมกับเจ้าหน้าที่ได้ประกาศกำหนดเวลาให้กลับขึ้นขบวนรถไฟโดยพร้อมเพรียงกันในเวลา 15:20 น.
 
suanson16.jpg picture by jade_ornament
 
จากที่หยุดรถสวนสนฯ เพียง 100 เมตรโดยประมาณ ก็จะได้สัมผัสกับหาดทรายโค้งยาวและผืนทะเลที่กว้างจนสุดสายตา รวมถึงทิวสนที่ทอดยาวตามแนวโค้งของผืนทราย แต่พวกเราไม่ได้หยุดพักผ่อนกันที่หาดสวนสนฯ แห่งนี้ในทันที เพราะเมื่อมาถึงพวกเราก็สอดส่องหารถรับจ้าง จนได้ไปเจอ “คุณหนุ่ม” ผู้ที่จะเป็นสารถีขับรถพาพวกเราไปยัง “เขาเต่า” และ “เขาตะเกียบ” กันในวันนี้
<ภาพประกอบ: เขาตะเกียบ>
 
suanson17.jpg picture by jade_ornament
 
ในทีแรกนั้น ตั้งใจไว้ว่าจะไปเขาตะเกียบ เพื่อเดินขึ้นไปเก็บภาพวิวทิวทัศน์จากบนยอดเขา แต่คุณหนุ่มแนะนำว่าหากต้องการถ่ายรูปแล้วละก็ ขึ้นไปบนเขาเต่าจะมีอะไรน่าสนใจกว่าเยอะ เนื่องจากบนเขาตะเกียบจะมีเพียงแค่รูปปั้นกราบไหว้ขององค์พระอวโลกิเตศวรโพธิสัตว์ หรือเจ้าแม่กวนอิม เพียงองค์เดียวเท่านั้น อีกทั้งบนเขาตะเกียบปัจจุบันนี้เต็มไปด้วยลิงจำนวนมากที่อาจจะก่อความรำคาญใจให้ได้
 
suanson18.jpg picture by jade_ornament
 
ในขณะที่บนเขาเต่าจะมีรูปปั้นสิ่งศักดิ์สิทธิ์จำนวนมาก มีเส้นทางให้เดินขึ้นเขาไปกราบนมัสการองค์พระใหญ่ อีกทั้งสามารถถ่ายภาพวิวท้องทะเลและหาดสวนสนฯ ได้เหมือนกับบนเขาตะเกียบ รวมไปถึงได้เห็น “อ่างเก็บน้ำเขาเต่า” ซึ่งเป็นโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ นอกจากนี้บริเวณใกล้กันกับเขาเต่ายังมีหาดทรายที่สามารถเดินลงไปเที่ยวชมได้อีก 2 แห่ง คือ หาดทรายน้อยและหาดทรายใหญ่
<ภาพประกอบ: พระสังกัจจายน์>
 
suanson19.jpg picture by jade_ornament
 
สำหรับที่มาของชื่อ “ถ้ำเขาเต่า” นั้น คุณหนุ่มแจงว่า เนื่องจากเป็นเขาที่มีรูปร่างลักษณะคล้ายกับเต่า และที่เรียกว่าเป็นถ้ำ ก็เหตุเพราะยังคงไม่สามารถดำเนินเรื่องขอขึ้นเป็นวัดได้ จึงยังคงเรียกขานชื่อว่า ถ้ำเขาเต่า อยู่ โดยบนถ้ำเขาเต่าแห่งนี้ มีพระสงฆ์จำวัดอยู่เพียง 7 รูปเท่านั้นเอง ท้ายที่สุด คุณหนุ่มบอกว่า เจ้าอาวาสที่ถ้ำเขาเต่าแห่งนี้ดูดวงแม่นนักแล มีผู้คนเวียนมาให้ดูดวงกันไม่ขาดสาย แม้แต่คนกรุงเทพฯ เอง ขับรถขับราเดินทางมาหาท่านเจ้าอาวาสกันไม่เว้นแต่ละวัน โดยญาติโยมก็จะทำบุญกันตามจิตศรัทธาให้แก่ทางถ้ำเขาเต่าหลังเสร็จจากการดูดวงเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
<ภาพประกอบ: หลวงปู่ทวด>
 
suanson20.jpg picture by jade_ornament
ที่ถ้ำเขาเต่าแห่งนี้ ก็มีรูปปั้นกราบไหว้ขององค์พระอวโลกิเตศวรโพธิสัตว์ หรือเจ้าแม่กวนอิม เช่นกัน
 
suanson21.jpg picture by jade_ornament
 
สุดทางเดินมีรูปปั้นเต่าสีทองตั้งอยู่ติดกับศาลาให้ได้พักผ่อนหย่อนใจ
 
suanson22.jpg picture by jade_ornament
 
รูปปั้นเต่าหันหน้าออกทะเลอย่างที่เห็น
 
suanson23.jpg picture by jade_ornament
 
โฉมหน้ารูปปั้นเต่าชัดๆ
 
suanson24.jpg picture by jade_ornament
 
ภาพของหาดสวนสนฯ จากศาลาพักผ่อนบนเขาเต่าแห่งนี้
 
suanson26.jpg picture by jade_ornament
 
ถ้ำสุขาวดีที่มีรูปปั้นเต่ามังกรอยู่บนปากถ้ำ ตั้งอยู่ด้านขวามือของบริเวณศาลาพักผ่อนและรูปปั้นเต่า
 
suanson25.jpg picture by jade_ornament
 
นอกจากนี้ยังมีเส้นทางสามารถเดินขึ้นกราบนมัสการองค์พระใหญ่ได้ โดยจุดเริ่มต้นจะเป็นขั้นบันไดพร้อมราวจับเดินได้โดยสะดวก
 
suanson27.jpg picture by jade_ornament
 
ช่วงกลางๆ ทางเดินจะเริ่มลำบากซักนิด เดินไม่ค่อยสะดวกนัก และแอบเห็นว่ามีกุฏิสงฆ์ตั้งอยู่บนนี้ด้วยเหมือนกัน
 
suanson28.jpg picture by jade_ornament
 
จนปลายทางเกือบจะถึงองค์พระฯ ทางเดินจะเป็นเพียงทางเท้าเต็มไปด้วยก้อนหินระเกะระกะ ไม่เหมาะสมในการนำผู้สูงอายุขึ้นมาอย่างยิ่ง นอกเสียจากในอนาคตจะค่อยๆ พัฒนาปรับปรุงจนสะดวกมากขึ้นกว่านี้
 
suanson29.jpg picture by jade_ornament
 
ภายใต้ฐานขององค์พระใหญ่ มีความเย็นสะสมอยู่ภายในจนรู้สึกได้ ทั้งๆ ที่องค์พระฯ ตั้งอยู่กลางแดดจ้าขนาดนั้น
 
suanson30.jpg picture by jade_ornament
 
องค์พระใหญ่
 
suanson31.jpg picture by jade_ornament
 
ทรุดโทรมลงไปตามกาลเวลา
 
suanson32.jpg picture by jade_ornament
 
ภาพมุมบนของอ่างเก็บน้ำเขาเต่าในพระราชดำริ ซึ่งพวกเราได้นั่งรถผ่านเข้ามาในตอนขาเข้ามายังถ้ำเขาเต่าแห่งนี้
 
suanson33.jpg picture by jade_ornament
 
ภาพของหาดสวนสนฯ อีกครั้ง ซึ่งทอดยาวไปไกล จนที่ปลายสุดของโค้งอีกฝั่งนั่นก็คือ เขาตะเกียบที่อีกประเดี๋ยวเราจะไปที่นั่นกัน แต่ความตั้งใจที่จะมุ่งไปเขาตะเกียบในครั้งนี้ ไม่ใช่เพื่อเก็บภาพบนยอดเขาแล้ว เจตนาของเราเปลี่ยนไปตามเข็มนาฬิกาที่เดินไป เนื่องจากตอนนี้เข็มนาฬิกาชี้เลข 12 ซึ่งก็หมายความว่าได้เวลามื้ออาหารของสองสาวแล้วนั่นเอง

และในตอนขากลับนี้ คุณหนุ่มชี้ให้ดูห้องที่เจ้าอาวาสกำลังต้อนรับญาติโยมอยู่ พวกเราแอบชะเง้อเมียงมองเข้าไป จึงเห็นว่ามีผู้คนกำลังรอคิวให้ท่านเจ้าอาวาสดูดวงกันอยู่ไม่น้อยเลยทีเดียว

 
suanson34.jpg picture by jade_ornament
 
จากปลายหาดสวนสนฯ ข้างหนึ่ง ไปยังปลายหาดอีกข้างหนึ่ง ระหว่างทางมีฝนโปรยปรายนิดๆ เพียงไม่นานก็หยุดไป ท้องฟ้าวันนี้มันสับสนพิกล ฟ้าสดใสอยู่ชัดๆ ซักพักก็ครื้มไปซะอย่างนั้น อีกไม่นานฝนก็ตก แต่เพียงแค่อึดใจก็หยุดไป…

เมื่อขึ้นมาถึงเขาตะเกียบ ถึงได้รู้ว่าเส้นทางสูงชันเอาเรื่องอยู่เหมือนกัน ใครขับรถยนต์ส่วนตัวมาต้องระมัดระวังให้ดี ที่นี่มีร้านอาหารอยู่จำนวนมาก แต่ท้ายที่สุดสองสาวก็ตัดสินใจเข้า “ร้านอาหารลาแม” (La Mer Restaurant) ที่ซึ่งโชว์จุดขายว่าเป็น จุดชมวิวที่สวยที่สุดบนยอดเขาตะเกียบ

 
suanson35.jpg picture by jade_ornament
 
บรรยากาศภายในโซนกลางของร้าน
 
suanson36.jpg picture by jade_ornament
มื้อกลางวันนี้ประกอบไปด้วย:
– ต้มยำทะเล
– ปูไข่ดอง
– รวมมิตรทะเลเผา (ปูม้า, กุ้ง, หอยเชลล์, หอยแมลงภู่, หอยแครง)
– ข้าวผัดกุ้ง (สำหรับคุณหนุ่ม เพราะคุณหนุ่มจะคอยพวกเราที่รถจนกว่าจะรับประทานเสร็จ เกรงว่าจะเป็นลมไปซะก่อน)
– ข้าวเปล่า 2
– น้ำเปล่า 2
ค่าเสียหายทั้งหมด 1,150 บาท และเนื่องจากความหิวบังตาทำให้มีภาพถ่ายกลับมาเพียงแค่ต้มยำทะเลเมนูเดียวเท่านั้น สำหรับทิวทัศน์ร้านอาหารแห่งนี้ ไม่สามารถสรุปได้ว่าสวยที่สุดตามที่กล่าวอ้างหรือไม่ เพราะไม่ได้ไปพิสูจน์ที่ร้านอื่นๆ ด้วย มีเสียงเพลงร้องสดของนักร้องประจำร้านที่เสียงดีใช้ได้ทีเดียวคลอไประหว่างรับประทานอาหาร ความสดของอาหารถือว่าอยู่ในเกณฑ์ดี แต่รสชาติของน้ำจิ้มซีฟู้ดนั้นเรียกได้ว่าแย่มากเข้าขั้นต้องปรับปรุง เพราะหวานมากจริงๆ ไร้ซึ่งความเปรี้ยว เค็ม และเผ็ด
 
suanson37.jpg picture by jade_ornament
 
เมื่อชาร์ตแบตเต็มที่แล้ว ดูเวลามีเหลือให้เรานั่งเล่นเดินเล่นที่หาดสวนสนฯ ได้อีกซัก 1 ชั่วโมงกำลังดี… คุณหนุ่มก็พาพวกเรากลับมายังหาดสวนสนฯ กันอีกครั้ง โดยเก็บค่าบริการ 400 บาท สำหรับการเดินทางจาก หาดสวนสนฯ – เขาเต่า – เขาตะเกียบ – หาดสวนสนฯ

เดินมาเจอ มุมมหาชน.. ใครมาเป็นต้องเก็บภาพกลับไป “โครงกระดูกปลาวาฬ” สัญลักษณ์ของหาดสวนสนฯ (ระหว่างเดินแอบได้ยินผู้ใหญ่บอกเด็กๆ ว่า “ไดโนเสาร์ ไดโนเสาร์”)

 
suanson38.jpg picture by jade_ornament
 
ในที่สุดก็ได้สัมผัสน้ำทะเล เกือบมาไม่ถึงทะเลสวนสนฯ แล้วสิ
 
suanson39.jpg picture by jade_ornament
 
ก่อนพากันลงเดินบนชายหาด พวกเราเดินไปเช่าเตียงผ้าใบคนละ 20 บาท กับคุณลุงที่ช่วยตามคุณหนุ่มมาขับรถให้พวกเราในทีแรก แต่สุดท้ายพวกเรากลับเช่าเตียงผ้าใบไว้ให้รองเท้านอนเล่นซะงั้น ส่วนพวกเรายังไม่ได้แม้แต่แตะถูกเตียงผ้าใบด้วยซ้ำไป
 
suanson40.jpg picture by jade_ornament
 
ทรายที่ถูกเจ้าปูลมจับปั้นเป็นก้อนกลมเท่าๆ กัน ทิ้งเกลื่อนบนผืนหาด ชอบมากๆ เพราะให้ความรู้สึกนุ่มเท้าเวลาย่ำลงไป
 
suanson41.jpg picture by jade_ornament
 
เจ้าปูตัวนี้เห็นพวกเราเข้ามาใกล้รีบกวาดทรายมาปิดรูทันที แต่ก็อดแกล้งเจ้าปูน้อยไม่ได้ เลยเขี่ยเปิดรูแล้วถ่ายรูปกลับมาซะเลย
 
suanson42.jpg picture by jade_ornament
 
ส่วนเจ้าปูตัวนี้ขึ้นสวรรค์ไปซะแล้ว ไม่รู้เกิดอะไรขึ้นกับมัน เพราะกระดองหายไปทั้งอันจนเห็นเป็นเนื้อปูใสๆ ที่เปื้อนทราย
 
suanson43.jpg picture by jade_ornament
 
จวนถึงเวลาต้องกลับขึ้นรถ คุณหนุ่มเดินมาตามพวกเราที่ริมหาด ชี้ให้ดูเมฆฝนที่ตั้งเค้ามาแต่ไกล
 
suanson44.jpg picture by jade_ornament
 
คุณหนุ่มบอกว่าคนที่นี่รู้กันดีว่าช่วงเวลาบ่ายสามโมงนี้ ฝนจะตกต่อเนื่องอยู่ซักพักใหญ่ๆ นักท่องเที่ยวควรต้องรีบเตรียมตัวเดินกลับไปที่ชานชาลาซะก่อนที่จะเปียกฝนแล้วต้องนั่งตัวชื้นบนรถไฟไปจนถึงบ้าน
 
suanson45-1.jpg picture by jade_ornament
 
และก็ต้องขอบคุณคุณหนุ่มจริงๆ เพราะฝนไล่หลังเรามาติดๆ พร้อมๆ กับที่พวกเรากลับขึ้นขบวนรถไฟ
 
suanson48-1.jpg picture by jade_ornament
 
เก้าอี้นั่งคอย ที่ทำมาจากไม้หมอนรถไฟเก่าที่ปลดระวาง
 
suanson51-1.jpg picture by jade_ornament
 
รถไฟเที่ยวกลับนี้ ของฝากที่ผู้โดยสารฝากให้เจ้าหน้าที่ซื้อหามาให้นั้นจะถูกนำมาแจกจ่ายให้กัน และดูเหมือนว่าสถานีราชบุรีจะเป็นสถานีที่หยุดพักรถยาวนานที่สุดให้พ่อค้าแม่ขายได้ขึ้นมาเร่ขายของรับประทานเล่น ผลไม้ ของฝาก กันบนรถไฟเป็นจำนวนมาก นอกจากนี้ที่สถานีราชบุรี ก็มีก๋วยเตี๋ยวรถไฟจำหน่ายอยู่ด้วย โดยจะจัดใส่กล่องโฟมพร้อมตะเกียบหนึ่งคู่ ราคากล่องละ 10 บาท แต่หากเป็นก๋วยเตี๋ยวปากท่อที่เจ้าหน้าที่ซื้อมาให้นั้น จะถูกห่อด้วยหนังสือพิมพ์เป็นห่อๆ มาให้พร้อมกับตะเกียบหนึ่งคู่เช่นกัน
 
suanson52-1.jpg picture by jade_ornament
 
รถไฟขบวนเดิมที่นั่งเมื่อตอนขามา แต่ในเที่ยวกลับนี้ จากขบวนรถพิเศษนำเที่ยวที่ 911 ได้กลายเป็น ขบวนรถพิเศษนำเที่ยวที่ 912 ที่เหลือเพียง 3 ตู้เท่านั้น ทำให้รถแล่นฉิ่วรวดเร็วได้ใจมากๆ จนกระทั่งไปถึงชุมทางหนองปลาดุก จึงไปต่อกับขบวนเส้นทางสายน้ำตกอย่างเช่นเมื่อตอนเที่ยวมา จนกระทั่งสิ้นสุดการเดินทาง “Take a rest @ Suanson in one day” ด้วยรถไฟขบวนพิเศษนำเที่ยว เมื่อเวลาประมาณ 19:30 น. ที่สถานีหัวลำโพง กรุงเทพมหานคร
 
suanson53-1.jpg picture by jade_ornament
 
 

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s