ปล่อยชีวิตสบาย สบาย ณ Maldives Thailand : The Blue Sky Resort, Koh Payam

Posted: December 11, 2010 in Travel

ปล่อยชีวิตสบาย สบาย ณ Maldives Thailand : The Blue Sky Resort, Koh Payam

คณะของเราออกเดินทางจากกรุงเทพฯ ด้วยรถทัวร์ VIP24 ที่นั่ง ของบริษัทโชคอนันต์ รอบ 21:00 น. ซึ่งใช้เวลาเดินทางโดยเฉลี่ยประมาณ 8 ชั่วโมง โดยจะไปถึงสถานีขนส่งจังหวัดระนองประมาณ 05:00 น. โดยคุณชาติ เจ้าหน้าที่ของทางบลูสกายรีสอร์ทได้มารอรับเราอยู่ก่อนแล้ว และนำทางพวกเราไปยัง “บ่อน้ำร้อนธรรมชาติ-สวนสาธารณะรักษะวาริน” ซึ่งสามารถเข้าไปใช้บริการได้ตลอด 24 ชม. ซึ่งในเวลาที่เราไปถึงนั้น ก็มีชาวบ้านจำนวนไม่น้อยที่มาแช่น้ำร้อนผ่อนคลายอริยาบทอยู่ก่อนแล้ว

บ่อน้ำร้อนตามธรรมชาตินี้มีอยู่ 3 บ่อด้วยกัน ได้แก่ บ่อพ่อ บ่อแม่ และบ่อลูก โดยลดหลั่นดีกรีความร้อนกันไปตามลำดับ ในภาพทีเห็นนี้เป็นบ่อพ่อซึ่งมีอุณหภูมิสูงที่สุดในจำนวน 3 บ่อ

เสาล้อมรอบบริเวณบ่อพ่อ ไม่รู้ทำไมเห็นแล้วชวนให้นึกถึง Stonehenge ในดินแดนศักดิ์สิทธิ์พิกล

ช่อดอกไม้ที่แม้จะไม่รู้จักชื่อเสียงเรียงนาม แต่รับรู้ได้ถึงความชุ่มฉ่ำของน้ำฝนและน้ำค้างยามเช้า

ฟ้าเริ่มสาง ทำให้มองเห็น “สยาม ฮอทสปา” สถานที่ให้บริการแช่น้ำร้อนและนวดสปาด้วยน้ำแร่ธรรมชาติอยู่ทางซ้ายมือ อาจจะแลดูเหมือนวัดวาอารามอยู่สักหน่อย แต่ยืนยันได้ว่าคือ สยาม ฮอทสปาจริงๆ

ซึ่งในตอนแรกที่ตั้งใจไว้คือ จะพักผ่อนอยู่ในบ่อน้ำร้อนรักษะวารินจนกระทั่งเวลา 07:00 น. เพื่อรอให้เจ้าหน้าของทาง สยาม ฮอทสปา มาเปิดให้พวกเราเข้าไปใช้บริการตามที่เจ้าหน้าที่ของทางรีสอร์ทได้ช่วยเหลือติดต่อประสานงานไว้ให้ แต่ด้วยเหตุขัดข้องบางประการทำให้คุณชาติต้องนำพวกเราไปใช้บริการที่ “จันทร์สม ฮอทสปา” แทน

บ่อที่เห็นนี้เป็นบ่อสำหรับแช่เท้า อุณหภูมิร้อนมากพอควรเลยทีเดียว พวกเราพยายามอยู่นานที่จะแช่เท้าลงไปให้ได้ แต่สุดท้ายก็ได้เพียงแค่วางเท้าอยู่ริมขอบบ่อเท่านั้น

ตั้งแต่เช้ามืดจนกระทั่งพวกเรากำลังจะออกจากบ่อน้ำร้อนแห่งนี้ สิ่งที่เห็นอยู่อย่างต่อเนื่อง คือ ชาวบ้านที่นำภาชนะต่างๆ มาบรรจุน้ำแร่ธรรมชาติจากบ่อพ่อกลับบ้านเพื่อใช้อุปโภคบริโภคกันไม่ขาดสาย

“จันทร์สม ฮอทสปา” ค่าบริการแช่น้ำแร่คนละ 150 บาท

บริเวณอาบน้ำเย็นซึ่งก็เป็นน้ำแร่เช่นกัน มีไว้สำหรับชำระร่างกายให้สะอาดก่อนลงแช่ในบ่อร้อน และเพื่ออาบหลังเสร็จจากการแช่ในบ่อร้อนด้วยนั่นเอง

สระน้ำแร่ร้อนภายในจันทร์สมขนาดไม่เล็กไม่ใหญ่กำลังดี เจ้าหน้าที่แนะนำว่าการแช่บ่อน้ำแร่ควรเป็นขณะที่ท้องว่าง ไม่ควรบริโภคอาหารใดๆ ก่อนการแช่น้ำแร่นี้ เพราะอาจจะทำให้เกิดอาการคลื่นเหียนวิงเวียนและอาเจี ยนได้ โดยระยะเวลาที่เหมาะสมสำหรับการแช่คือประมาณ 10-15 นาที แล้วจึงขึ้นมานั่งพักสักครู่ สลับกับอาบน้ำเย็น แล้วจึงค่อยลงไปแช่ใหม่ โดยเบ็ดเสร็จแล้วประมาณครึ่งถึงหนึ่งชั่วโมงจึงจะเป็นเวลาที่เหมาะสม

หลังจากแช่น้ำร้อนและรับประทานอาหารเช้ากันเป็นที่เรียบร้อย พวกเราก็มุ่งหน้าไปยังท่าเรือเพื่อโดยสารเรือเมล์เที่ยว 09:30 น. ถึงจุดหมายปลายทางเกาะพยามในเวลา 11:00 น. ค่าโดยสารคนละ 150 บาท และเช่นเคยเมื่อมาถึงท่าเรือบนเกาะพยามก็จะมีเจ้าหน้าที่ของบลูสกายรีสอร์ทนำรถกอล์ฟมารอรับพวกเราอยู่ก่อนแล้ว

การเดินทางที่แสนยาวนาน ในที่สุดก็มาถึง The Blue Sky Resort @ Koh Payam

บริเวณ Reception นั่งรอเช็คอินเข้าห้องพัก

Welcome drink เป็น Frappe สตรอเบอรี่กับอะไรซักอย่างจำไม่ได้ แต่ที่จำได้คือรสชาติอร่อยถูกใจมากๆ

บริเวณภายในโซนร้านอาหาร

ปกติเป็นคนชอบหมอนใบโตๆ อย่างมาก ที่นี่มีหมอนใบใหญ่ๆ สีสดๆ เต็มไปหมด เห็นแล้วน่าฟัดมากๆ

เช็คอินเรียบร้อยแล้ว ยกกระเป๋าเข้าห้องพักกัน

ห้องพักที่นี่ถูกแบ่งออกเป็นวิลล่าโซนฝั่ง R และ L ซึ่งต่างกันในเรื่องของวิวทิวทัศน์ โดยในฝั่ง R จะมองเห็นวิวลำน้ำพร้อมมีบันไดเดินลงสู่ลำน้ำได้โดยตรง ซึ่งในวันที่พวกเราไปถึงนี้อยู่ระหว่างการก่อสร้างบันไดทางลง รวมทั้งกำลังมีการก่อสร้างวิลล่าเพิ่มเติมอีกจำนวนหลายห้อง

จุดด้อยของการพักผ่อนในครั้งนี้ก็คงจะเป็นที่ทางรีสอร์ทกำลังมีการก่อสร้างเพิ่มเติม ทำให้นอกจากจะมีเสียงดังเป็นระยะแล้ว ยังมีคนงานจำนวนมากผลัดกันเดินไปมาจนขาดความเป็นส่วนตัวไปพอสมควร แต่คาดว่าทางรีสอร์ทน่าจะเร่งมือให้เสร็จทันก่อนช่วง High Season ในต้นปีหน้าได้ มิเช่นนั้นอาจจะทำให้ผู้เข้าพักซึ่งจะมุ่งหน้ามาเข้าพักกันเป็นจำนวนมากในช่วง High และ Peak ต้องได้รับผลกระทบเช่นเดียวกับพวกเราอย่างแน่นอน

เนื่องจากช่วงนี้ยังคงเป็นปลายฤดูฝน ซึ่งมีฝนตกสลับกับแดดออกตลอดวันจึงทำให้เป็นที่น่าเสียดายมาก เพราะตามจุดพักผ่อนต่างๆ ไม่มีหมอนซักใบให้คนบ้าหมอนอย่างเราได้กอดรัดฟัดเหวี่ยง รวมทั้งขาดสีสันสดสวยจากหมอนใบใหญ่ให้ได้ชื่นตา เพราะหมอนทั้งหมดถูกนำเข้าไปเก็บไว้เพื่อไม่ให้เปียกน้ำฝน

มองย้อนกลับไปทาง Lobby

ห้องพักของเรา Villa R3

ป้าย Do not disturb กับ Please clean ที่แสนจะน่ารักซะจริง

พวงกุญแจห้องขนาดใหญ่ไปนิดนึงแต่ก็เหมาะดีสำหรับคนขี้ลืมหรือชอบทำของหล่นหายอย่างเรา

ภายในห้องพัก 01

ภายในห้องพัก 02

ภายในห้องพัก 03

ภายในห้องพัก 04

ภายในห้องพัก 05

มีหนังสือไว้บริการบนโต๊ะหัวเตียง เท่าที่เห็นเป็นหนังสือธรรมะทั้งหมด

มองออกไปยังระเบียงห้องพัก โดยคาดหวังเอาไว้ว่าต้องเห็นน้ำขึ้นสูงปริ่มระเบียง ได้ลั๊นลานั่งแช่เท้าลงในน้ำชิลล์สุดๆ แน่ๆ แต่…ไหนละน้ำ!

แต่ละคนก็ยังคงเฝ้ารอน้ำขึ้นอย่างใจจดจ่อ น้ำคงขึ้นตอนเย็นล่ะมั้ง น้ำ น้ำ น้ำ

นั่งปล่อยใจสบายๆ เพลินๆ จนกระทั่งเย็นย่ำก็ยังไม่เห็นน้ำ

นั่งรอ หลับรอ จนใกล้ถึงเวลาอาหารเย็น เปิดม่านดูเป็นระยะก็ยังไม่มีวี่แววของน้ำ

แล้วก็มาถึงบางอ้อเมื่อสอบถามจากเจ้าหน้าที่จนได้ความว่าน้ำคงไม่ขึ้นแล้วล่ะ เพราะเรามาไม่ถูกช่วงเวลานี่เอง ถ้าอยากจะเห็นน้ำใสราวกระจกปริ่มระเบียงห้องล่ะก็ ต้องมาช่วง 15 ค่ำ เท่านั้น จะข้างขึ้นหรือข้างแรมก็ตาม แต่ที่สำคัญต้อง 15 ค่ำ น้ำจึงจะขึ้นสูงอย่างที่หวังไว้

เพื่อนฝูงถึงกับกระจองงอแงกับคนจองห้องพักอย่างเราที่พาให้ทุกคนต้องผิดหวัง มาเจอกับพื้นทรายแห้งๆ แบบนี้ตลอด 3 วัน 2 คืน…. “ขอโทษนะคะ ผิดไปแล้ว ไม่ได้ตั้งใจ” อย่างน้อยก็ถือว่าเราได้มาเห็นบรรยากาศของรีสอร์ทแห่งนี้ในอีกมุมหนึ่งที่แตกต่างจากคนอื่นก็แล้วกันนะจ๊ะ

ปริมาณน้ำขึ้นสูงสุดเท่าที่พวกเราจะได้เห็นตลอด 3 วัน 2 คืน ณ ที่แห่งนี้

อย่างน้อยๆ ก็เพียงพอสำหรับการพายเรือคายัคชื่นชมทัศนียภาพของป่าโกงกาง

หนุ่มน้อย Bobby ที่มาช่วยสร้างบรรยากาศครึกครื้นให้กับกลุ่มสาวๆ

หนุ่มน้อยรายนี้พักอยู่ที่รีสอร์ทอื่น แต่แวะมาทานอาหารกับครอบครัวที่บลูสกายฯ

สนใจกล้องถ่ายรูปอย่างมาก และแม้จะมีอายุแค่สามปี แต่ฝีมือการถ่ายรูปไม่ธรรมดาเลยทีเดียว

ด้วยความน่ารัก ทำให้อดใจไม่ไหวที่จะเก็บภาพมาไม่น้อย

ขออีกสักภาพ

อีกสักทีน่า

ช่วงเช้าของวันรุ่งขึ้นอากาศสดใสในระดับหนึ่ง

เปลญวนไว้นอนรับลมทะเล อาบแสงแดดอ่อนๆ ยามเช้า

หากได้ฟ้าที่สดใสกว่านี้คงจะดีไม่น้อย

ภาพล็อบบี้กับหาดทรายทอดไกลที่ไม่ค่อยคุ้นตานักสำหรับรีสอร์ทแห่งนี้ เพราะภาพที่ได้เห็นจากรีวิวต่างๆ มักจะเต็มไปด้วยน้ำทะเลเขียวใสซะมากกว่า

เช้านี้พวกเรามีแพลนที่จะขี่จักรยานไปอ่าวเขาควาย แต่น้องเอ็มอาสาที่จะพาพวกเราไปชมความงามของอ่าวมุกกันก่อน โดยนำพวกเราขึ้นรถกอล์ฟออกเดินทางไปทางด้านท้ายรีสอร์ท เพียงไม่กี่นาทีก็มาถึง “อ่าวมุก”

ที่อ่าวมุกนี่หาดกว้างและน้ำใสน่าเล่นมากทีเดียว

คุณเสฉวน เดินกันอยู่เต็มหาด

ขอโทษคุณเสฉวนด้วยนะคะที่ทำหล่นพื้นทรายดังตุ้บ

นับเป็นเวลาที่ฟ้าสดใสที่สุดแล้วบนเกาะพยามที่พวกเราได้เห็น ซึ่งถือเป็นความผิดของพวกเราเองที่มาผิดเวล่ำเวลาไปหน่อย

คนทางซ้ายมือคือน้องเอ็ม ณ บลูสกายฯ ไกด์นำเที่ยวที่น่ารักของเรา

อีกฝั่งของท้องฟ้าเริ่มเห็นความอึมครึมของเมฆฝน

ในขณะที่อีกฟากฝั่งกลับสดใสแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง

กลุ่มเด็กน้อยชาวพม่าที่อาศัยอยู่บนอ่าวมุก

ประชากรชาวพม่าในจังหวัดระนองมีเกือบสองแสนคน เรียกว่ามากกว่าชาวท้องถิ่นเมืองระนองเองซะอีก

กลุ่มเด็กๆ น่ารักมาก ยิ้มแย้มแจ่มใส และพร้อมเป็นดาราหน้ากล้องให้เราอย่างไม่เคอะเขิน

ยิ่งเห็นเราเล็งกล้อง ยิ่งเล่นกันสนุกสนานยกใหญ่

โดยเฉพาะน้องผู้หญิงเรียกว่าชอบถ่ายรูปมากเลยทีเดียว

แอ็คท่านางแบบสุดเซ็กซี่ให้ทันที

ก่อนลาจากยังโบกมือบ๊ายบาย ส่งจูบให้เราซะยกใหญ่ น่ารักซะจริง

เมื่อน้องเอ็มพาพวกเรากลับจากอ่าวมุกแล้ว พวกเราไม่รอช้าควบจักรยานมุ่งหน้าไป “วัดเกาะพยาม” กันต่อทันที เพื่อแข่งกับฟ้าฝนที่อาจจะไม่เป็นใจ

แต่เมื่อไปถึง ปรากฎว่าพวกเราเข้าถึงเจดีย์กลางน้ำได้ใกล้ที่สุดแค่เพียงเท่านี้ เนื่องจากมีประตูเหล็กปิดล็อคอยู่ไม่ให้เข้าไปได้ คงจะเพราะมีการซ่อมแซมสะพานอยู่นั่นเอง พวกเราจึงทำได้แค่ถ่ายภาพผ่านประตูเหล็กเท่านั้น

แต่อย่างน้อยก็ได้เก็บภาพทะเลงามๆ บริเวณสะพานกลับมาได้บ้าง

และอย่างน้อยก็ได้มาถึงแล้ววัดเกาะพยามแล้ว จากนี้หันจักรยานมุ่งหน้าไปต่อกันที่อ่าวเขาควาย

ที่ “อ่าวเขาควาย” พวกเราสนุกสนานกันจนลืมไปหมดทุกอย่าง ลืมถ่ายรูป “รีสอร์ทพยามคอทเทจ” รีสอร์ทที่เป็นญาติพี่น้องกันกับบลูสกายรีสอร์ทซึ่งให้เราได้เข้าไปเล่นสนุกในหาดส่วนตัวแห่งนี้ ลืมเดินไปถ่ายรูปที่หินทะลุ ลืมดูเวลาและท้องฟ้าที่เริ่มหม่นหมองครื้มลงทุกที สิ่งเดียวที่ได้ถ่ายภาพกลับมาเป็นที่ระลึกคือ น้องหมาที่สุดแสนจะ friendly ตัวนี้ ที่น่ารักซะจนกระทั่งเพื่อนของเราคนนึงถึงกับสั่งไก่ย่างเพื่อแบ่งให้น้องหมารับประทานกันเลยทีเดียว

ของฝากอีกอย่างที่ได้มาจากตอนขากลับจากอ่าวเขาควาย ก็คือรอยฟกช้ำดำเขียวและแผลถลอก 3-4 แห่ง อันมีสาเหตุมาจากความซุ่มซ่ามเอาจักรยานไปคว่ำตรงริมทางบริเวณหน้าวัดเกาะพยามพอดิบพอดี สงสัยว่ากรรมจะติดจรวดโทษฐานที่ทำคุณเสฉวนตกพื้น

ขอบคุณน้องเอ็มอีกครั้งนะคะที่ช่วยดูแลทำแผลให้คนซุ่มซ่ามคนนี้ คงจะมีไม่กี่คนนักที่จะมีของฝากจากเกาะพยามแบบเรา

และแล้วก็ถึงเวลาต้องกลับออกจากเกาะพยาม…

แต่! สุดท้ายแล้ว คืนนี้พวกเรากลับไม่ได้โดยสารรถทัวร์กลับบ้านอย่างที่ตั้งใจไว้ เพราะโดนความสวยงามของรีสอร์ทอีกแห่งหนึ่งในเครือของ The Blue Sky ที่มีชื่อว่า “SORRENTO, The Blue Sky @ Ranong” ฉุดรั้งให้เราอดใจไม่ไหวต้องขออยู่ต่ออีกสักคืน ณ ที่แห่งนี้

ทิ้งท้ายด้วยภาพคุณนกตัวน้อยในกรงบริเวณท่าเรือฝั่งระนอง ที่คอยส่งเสียงดังจิ๊บจ๊าบอยู่ตลอดเวลา

เห็นแล้วรู้สึกว่า ถ้าคุณนกตัวน้อยสามารถโผล่ออกมาจากกรงได้ขนาดนี้ ทำไมไม่ออกมาซะเลยล่ะจ๊ะ ^^

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s